เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ฟ้าทะลายโจร”

ชื่อวิทยาศาสตร์    Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์                      Acanthaceae
ชื่ออื่น                   ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน สามสิบดี คีปังฮี Kalmegh
ส่วนที่ใช้               ส่วนเหนือดิน หรือ ใบ

                ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุก สูง 30-60 ซม. ทั้งต้นมีรสขม ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปใบหอก ใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ผลเป็นฝักสีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา ใช้เมล็ดขยายพันธุ์

สารสำคัญ

                ฟ้าทะลายโจรส่วนเหนือดิน จะมีสารสำคัญจำพวก ไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide; AP1), นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide; AP4), ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide), 14-ดีออกซี-11,12-ไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide; AP3) ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันไป
ในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดี ควรจะมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็น แอนโดรกราโฟไลด์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6.0 โดยน้ำหนัก ผงสมุนไพรฟ้าทะลายโจรควรจะมีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นอ่อนและมีรสขมมาก

ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา

                การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ทางยาหลายประการ เช่น ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Husen et al., 2004; Dandu and Inamdar, 2009), ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Sheeja et al., 2006), ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง (Kumar et al., 2004), ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือแอลกอฮอล์ (Visen et al., 1993; Singha et al., 2007) เป็นต้น

งานศึกษาวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ฟ้าทะลายโจรเป็นยาแผนไทยที่ถูกบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2542 โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดข้อบ่งใช้คือ บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ แต่ในปัจจุบันตามบัญชียาหลัก ฉบับปี 2549 ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร สำหรับบรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ, บรรเทาอาการเจ็บคอและอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น จึงทำให้มีผู้นำ ฟ้าทะลายโจรมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรทำการปลูกฟ้าทะลายโจร ในพื้นที่โครงการทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว และได้นำตัวอย่างสมุนไพร ฟ้าทะลายโจรนี้มาทำการศึกษาวิจัย ดังต่อไปนี้

  • ศึกษาพัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สารสำคัญแลคโตน ในตัวอย่างฟ้าทะลายโจร เพื่อทำการแยกสารสำคัญเหล่านี้ (โดยเฉพาะ AP1, AP3 และ AP4) สำหรับนำมาเป็นสารมาตรฐาน ในการวิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพร สถาบันฯได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ ในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งจะพบว่า ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีความแปรปรวนของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดสูงมาก (รูปกราฟที่ 1) เช่น ตัวอย่างที่ 13 มีสาร AP1 สูงมาก ตัวอย่างที่ 1 มีทั้ง AP1 และ AP3 สูง ในขณะที่ตัวอย่าง 12 มีสารทั้ง 3 ชนิดต่ำที่สุด (Pholpana et al., 2004)
  • การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด neuroblastoma SK-N-SH cells ในหลอดทดลอง พบว่า AP1 มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดีกว่า AP3 และ AP4 ( AP1 > AP3 > AP4) โดย AP1 มีค่า IC50 = 4.90 µgM, AP3 มีค่า IC50= 40.69 µM และ AP4 มีค่า IC50 >100 µM (Thiantanawat et al., 2004)
  • เมื่อศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ที่ถูกกระตุ้นด้วยสาร Thrombin พบว่า สาร AP3 จะสามารถยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่า AP1 ในขณะที่ AP4 ไม่มีฤทธิ์นี้เลย นอกจากนี้ สารสกัดน้ำของ ฟ้าทะลายโจร ก็ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วย (Thisoda et al., 2006)
  • จากการศึกษาฤทธิ์ในการลดความดันเลือด พบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรและสารสำคัญ มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี และ AP3 จะเป็นสารที่ให้ฤทธิ์ดีที่สุดในการขยายหลอดเลือด และลดอัตราการเต้นของหัวใจ (Yoopan et al., 2007)

                นอกจากผลการวิจัยข้างต้นนี้แล้ว ทางสถาบันฯ ยังได้ทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium falciparum) ในหลอดทดลอง ซึ่งผลที่ได้พบว่า AP1 และ AP3 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรียได้ดี ในขณะที่ AP4 จะมีฤทธิ์น้อยมาก เมื่อทำการทดสอบสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจร พบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเรีย โดยมีค่า IC50 = 418.2 µg/ml ในขณะนี้สถาบันฯ กำลังทำการศึกษาฤทธิ์ในการป้องกันความเป็นพิษต่อตับของสารสำคัญ ในฟ้าทะลายโจร โดยที่ตับจะถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ

                นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้พัฒนา วิธีการเตรียมสารสกัดฟ้าทะลายโจรชนิดผงแห้ง ที่มีสารสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรแล้วในปี 2548 [อนุสิทธิบัตร เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae) และการใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1862 ออกให้ ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2548] และยังได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตร ในการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวและเครื่องสำอาง เช่น สบู่เหลว แชมพู เป็นต้น ซึ่งอาศัยฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ของสารสกัดฟ้าทะลายโจร [ยื่นจดอนุสิทธิบัตร 2549]

การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ
                จากการศึกษาในกลุ่มประชากรประเทศชิลี โดยให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาด 1200 มิลลิกรัม/วัน ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดเป็นเวลา 5 วัน พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร จะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และในวันที่ 4 ความรุนแรงของทุกอาการ ได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรก็ยังน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Cáceres et al., 1999)
สำหรับการศึกษาทางคลินิกในผู้ที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งกลุ่มอาการไซนัสอักเสบด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน รับประทานยา Kan Jang [ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายโจร 85 มก. (มี andrographolide 5 มก.) และสารสกัด Acanthopanax senticosus 10 มก.] ครั้งละ 4 เม็ด 3 ครั้ง/วัน กลุ่มควบคุมรับประทานยาหลอก โดยรับประทานยานาน 5 วัน วัดผลโดยให้คะแนนจากการประเมินอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกไม่สบายตัว และอาการทางตา ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมทั้งหมดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม โดยจะมีอาการปวดศีรษะ อาการทางจมูกและคอ รวมถึงความรู้สึกไม่สบายตัวลดลง ในขณะที่ยังมีไอและอาการทางตาไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อุณหภูมิในกลุ่มทดลองจะลดลงปานกลาง (Gabrielian et al., 2002)
นอกจากนี้การศึกษาเปรียบเทียบยา Kan Jang [ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานจากฟ้าทะลายโจร และยาอื่น] และ Immunal [ประกอบด้วยสารสกัดจาก Echinacea purpurea] ร่วมกับการรักษาตามปกติ ในเด็กอายุ 4-11 ปี จำนวน 130 คน ที่เป็นหวัดไม่มีอาการแทรกซ้อน เป็นเวลา 10 วัน พบว่า การให้ Kan Jang ร่วมกับการรักษาตามปกติให้ผลดีกว่า Immunal และกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการระยะแรก อาการที่เห็นได้ชัดว่าบรรเทาลง คือ ลดน้ำมูก และลดอาการบวมคั่งในจมูก และไม่พบผลข้างเคียงของการใช้ยา ส่วน Immunal ไม่มีผลการรักษาดังกล่าว (Spasov et al., 2004)
สำหรับการศึกษาในประเทศไทย วิษณุ ธรรมลิขิตกุลและคณะ ได้ทดลองเปรียบเทียบผลการรักษาอาการไข้และเจ็บคอของฟ้าทะลายโจร โดยเปรียบเทียบกับ พาราเซตามอล พบว่า กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน มีอาการไข้และการเจ็บคอลดลง ในวันที่ 3 ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล 3 กรัม/วัน แต่หลัง 7 วัน ผลการรักษาไม่ต่าง (Thamlikitkul et al., 1991)

ข้อควรระวัง (มาตรฐานสมุนไพรไทย เล่มที่ 1 เรื่อง ‘ฟ้าทะลายโจร’)

                ฟ้าทะลายโจร อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่นในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร และให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน นอกจากนี้ หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์

บทสรุป

                ในปัจจุบัน มีผู้นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้มีการอ้างอิงถึงสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรในการรักษาหรือยับยั้งอาการต่างๆ ได้ดี ทั้งจากเอกสารการวิจัยภายในประเทศ และต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการรักษาโรคนั้น ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของสมุนไพรด้วย สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรมีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิด ก็จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่แตกต่างกัน ดังนั้น เตรียมวัตถุดิบฟ้าทะลายโจร โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การแปรรูป รวมถึงการเก็บรักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ก็อาจส่งผลให้ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ในลักษณะผงหยาบ จะมีปริมาณสารสำคัญที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งก็จะทำให้ฟ้าทะลายโจรนี้ ให้ผลในการรักษาโรคไม่เหมือนกัน หรืออาจจะมีอาการข้างเคียงแตกต่างกันก็ได้ ซึ่งทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ จึงได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญต่างๆ ที่มีในฟ้าทะลายโจรที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถทราบปริมาณสารสำคัญเหล่านี้ที่แน่นอนในฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคดียิ่งขึ้น และผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้ ก็ควรจะต้องไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนัก รวมถึงยาฆ่าแมลงเกินปริมาณมาตรฐานที่กำหนดไว้ของสมุนไพรด้วย

                นอกจากนี้ การออกฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจร ยังขึ้นอยู่กับการปลดปล่อยและการดูดซึมของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร เมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกายแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรเหล่านี้ จะสามารถออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดีมากน้อยแค่ไหน การที่สารสำคัญเกิดการเปลี่ยนรูปเมื่อเข้าสู่ร่างกาย อาจส่งผลให้สารนั้น กลายเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาเลยก็ได้ ดังนั้น การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพดี จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพวัตถุดิบ สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ หรือการนำส่งยา เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

  1. มาตรฐานสมุนไพรไทยเล่มที่ 1 ฟ้าทะลายโจร โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ. 2542.
  2. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, P. Satayavivad, J. 2004. The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact. Bangkok, Thailand. August 16-20. โปสเตอร์เรื่อง “Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata NEES”.
  3. Cáceres, D.D., Hancke, J.L., Burgos, R.A., Sandberg, F., Wikman, G.K. 1999. Use of visual analogue scale measurements (VAS) to assess the effectiveness of standardized Andrographis paniculata extract SHA- 10 in reducing the symptoms of common cold. A randomized double blind-placebo study. Phytomedicine. 6(4):217-23.
  4. Dandu, A.M., Inamdar, N.M. 2009. Evaluation of beneficial effects of antioxidant properties of aqueous leaf extract of Andrographis paniculata in STZ-induced diabetes. Pak. J. Pharm. Sci. 22(1):49-52.
  5. Husen, R., Pihie, A.H., Nallappan, M. 2004. Screening for antihyperglycaemic activity in several local herbs of Malaysia. J. Ethnopharmacol. 95(2-3):205-8.
  6. Kumar, R.A., Sridevi, K., Kumar, N.V., Nanduri, S., Rajagopal, S. 2004. Anticancer and immunostimulatory compounds from Andrographis paniculata. J. Ethnopharmacol. 92(2-3): 291-5.
  7. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thongnest, S., Ruchirawat, S., Ruchirawat, M., Satayavivad, J. 2004. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem. Anal. 15(6):365-71.
  8. Sheeja, K., Shihab, P.K., Kuttan, G. 2006. Antioxidant and anti-inflammatory activities of the plant Andrographis paniculata Nees. Immunopharmacol. Immunotoxicol . 28(1):129-40.
  9. Singha, P.K., Roy , S., Dey, S. 2007. Protective activity of andrographolide and arabinogalactan proteins from Andrographis paniculata Nees. against ethanol-induced toxicity in mice. J. Ethnopharmacol. 111(1):13-21.
  10. Spasov, A.A., Ostrovskij, O.V., Chernikov, M.V., Wikman, G. 2004. Comparative controlled study of Andrographis paniculata fixed combination, Kan Jang and an Echinacea preparation as adjuvant, in the treatment of uncomplicated respiratory disease in children. Phytother. Res. 18(1):47-53.
  11. Thamlikitkul, V., Dechatiwongs, T., Chaipong, S., et al. 1999. Efficacy of Andrographis paniculata Nees. for pharyngotonsilities in adults. J. Med. Assoc. Thai. 74(10):537-42.
  12. Thisoda, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Worasuttayangkurn, L., Ruchirawat, S., Satayavivad J. 2006. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur. J. Pharmacol. 553(1-3):39-45.
  13. Gabrielian, E.S., Shukarian, A.K., Goukasova, G.I., Chandanian, G.L., Panossian, A.G., Wikman, G., Wagner, H. 2002. A double blind, placebo-controlled study of Andrographis paniculata fixed combination Kan Jang in the treatment of acute upper respiratory tract infections including sinusitis. Phytomedicine. 9(7):589-97.
  14. Visen, P.K., Shukla, B., Patnaik, G.K., Dhawan, B.N. 1993. Andrographolide protects rat hepatocytes against paracetamol-induced damage. J. Ethnopharmacol. 40(2):131-6.
  15. Yoopan, N., Thisoda, P., Rangkadilok, N., Sahasitiwat, S., Pholphana, N., Ruchirawat, S., Satayavivad J. 2007. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydro-andrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 73(6):503-11.

การควบคุมคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกและความปลอดภัยของผู้บริโภค

สุมลธา หนูคาบแก้วและ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพอันเนื่องจากการได้รับอาหารที่เกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารหนู การตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูในข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักในการบริโภคสำหรับคนไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในการวิเคราะห์หาปริมาณสารหนู (Arsenic) ในตัวอย่างต่างๆนิยมใช้วิธี Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrometry (GFAAS) ซึ่งหาปริมาณสารหนูในรูปสารหนูทั้งหมด (Total As) [1-3] แต่เนื่องจากความเป็นพิษของสารหนูขึ้นอยู่กับชนิดและรูปแบบ (species) ที่แตกต่างกันของสารหนูดังนั้นจึงมีการศึกษาหาปริมาณ species ของสารหนูโดยใช้วิธี Hydride Generation Atomic Absorption Spectrometry (HG-AAS) [4-7] ซึ่งเทคนิค HG-AAS เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างยุ่งยาก ในปัจจุบันจึงมีเทคนิคที่นิยมกันมากคือ Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูรวมถึงโลหะหนักชนิดอื่นได้ด้วย เป็นเทคนิคที่มีความไววิเคราะห์สูง (sensitivity) และสามารถวิเคราะห์ได้หลายธาตุในครั้งเดียวกัน (Multielement analysis) [8,9] และเพื่อจำแนก species ของสารหนู จึงมีการนำเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) มาต่อเข้ากับเทคนิคที่ใช้ในการตรวจวัดสารหนูคือ HG-AAS [10,11] และที่นิยมมากคือต่อเข้ากับ ICP-MS [12-14]

                ในการทำวิจัยเกี่ยวกับสารหนูในข้าวเป็นที่น่าสนใจของหลายๆกลุ่มงานวิจัยทั่วโลก (ตารางที่ 1) และวิธีที่นิยมมากที่สุดคือ HPLC-ICP-MS [15-19] โดยศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อ สารหนูในข้าว เช่น ศึกษาปริมาณ Total As ในข้าวที่มาจากการหุงข้าวด้วยวิธีที่แตกต่างกัน [20,21] พบว่า ถ้าใช้น้ำล้างข้าวสารที่มีสารหนูสูง จะมีสารหนูในข้าวสุกสูงด้วย และการหุงข้าวด้วยวิธีต่างกันก็ทำให้ปริมาณสารหนูในข้าวต่างกันด้วย นอกจากนี้มีงานวิจัยที่ศึกษาวิธีการสกัดตัวอย่างข้าวเพื่อนำไปวิเคราะห์หา species ต่างๆ ของสารหนู พบว่าการสกัดด้วยตัวสกัดที่ต่างกัน (น้ำ กรดไนตริก เมทานอล และ เอนไซม์) [22] และวิธีสกัดที่ต่างกัน (shaking, heating, ultrasonic, accelerate และ microwave) [16] จะทำให้ผลการสกัดแตกต่างกัน (extraction efficiency) ซึ่งการสกัดที่ดีที่สุด คือ ใช้น้ำและสกัดด้วยไมโครเวฟ ที่อุณหภูมิ 80ºC [16] มีการศึกษาการเกิด interconversion ของสารหนูในระหว่างการสกัด [22] รวมถึงการสกัดด้วยวิธีเดียวกันแต่ใช้ข้าวต่างชนิดกันก็มีประสิทธิภาพการสกัดที่แตกต่างกัน [23] และมีงานวิจัยในประเทศต่างๆเกี่ยวกับการวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูทั้งในแบบ Total As และ species โดยการสุ่มตัวอย่างข้าวต่างๆหรือผลิตภัณฑ์จากข้าว รวมถึงปริมาณสารหนูในส่วนต่างๆของข้าว [17,24-27] นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณ Total As ในข้าวเปรียบเทียบกับปริมาณ Total As ในดินที่ปลูก [28] พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกัน และมีการศึกษา speciation ของสารหนูในดินโดยวิธี Sequential Extraction เพื่อดูความสัมพันธ์ของสารหนูในดินและในข้าว [24] พบว่า บาง fraction ของสารหนูในดิน มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับสารหนูในข้าว (brown rice) นอกจากนี้ได้มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับ Bioaccessibility ของสารหนูในข้าว โดยการสกัดข้าวด้วยการจำลองในระบบทางเดินอาหาร (3 stages คือ กระเพาะ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่) โดยใช้ The simulator of the human intestinal microbial ecosystem (SHIME) [29] ผลการศึกษา พบว่า Bioaccessibility ของสารหนูทั้ง 3 stages คือ 38-43%

                ในปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับการปนเปื้อนสารหนูในข้าว ซึ่งไม่ได้จำเพาะแต่ Total As เท่านั้น แต่จำเป็นต้องทราบค่าสารหนูแต่ละ species ด้วย โดยเฉพาะสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งมีความเป็นพิษสูง คณะกรรมการโคเด็กซ์สาขาสารปนเปื้อน (Codex Committee on Contaminants in Foods) จัดตั้งขึ้นโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหาร (Codex Standard) ได้มีความพยายามที่จะกำหนดค่าปริมาณปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Level; ML) ของสารหนูอนินทรีย์ในข้าว รวมถึงหาวิธีมาตรฐานที่จะใช้ในการวิเคราะห์ด้วย ซึ่งจะมีการประชุมกันที่ประเทศจีน ในเดือนมีนาคม 2555

                ทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการศึกษาหาปริมาณสารหนู (Total As) ในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยการเก็บตัวอย่างมาตั้งแต่ปี 2550 [30] และกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยที่จะศึกษา As speciation ในข้าว โดยใช้เทคนิค HPLC-ICP-MS ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ความถูกต้องแม่นยำสูง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา speciation จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการอ้างอิงคุณภาพและการติดตามแนวโน้มการปนเปื้อนของสารหนู เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการปนเปื้อนในข้าว นอกจากนี้ยังเป็นการควบคุมและรักษามาตรฐานคุณภาพของข้าวไทยให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารหนู เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคข้าวในประเทศ และเพื่อรักษาตลาดการส่งออกข้าวไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง

เอกสารอ้างอิง

  1. Nriagu, J.O., Lin, T.S., 1995. Trace metals in wild rice sold in the United States. The Sci.Tolal Environ. 172, 223-228.
  2. Pergantis, S.A., Cullen, W.R., Wade, A.P., 1994. Simplex optimization of conditions for the determination of arsenic in environmental samples by using electrothermal atomic absorption spectrometry. Talanta 41(2), 205-509.
  3. Campillo, N., Viñas, P., López-García, I., Hernández-Córdoba, M., 2000. Determination of arsenic in biological fluids by electrothermal atomic absorption spectrometry. Analyst 125, 313–316.
  4. Coelho, N.M.M., Cósmen da Silva, A., Moraes da Silva, C., 2002. Determination of As(III) and total inorganic arsenic by flow injection hydride generation atomic absorption spectrometry. Anal. Chim. Acta 460, 227–233.
  5. Ng, J.C., Johnson, D., Imray, P., Chiswell, B., Moore, M.R., 1998. Speciation of arsenic metabolites in the urine of occupational workers and experimental rats using an optimized hydride cold-trapping method. Analyst 123, 929–933.
  6. Howard, A.G., Salou, C., 1998. Arsenic speciation by cryogenic trap hydride generation atomic absorption spectroscopy: performance enhancement by pre-derivatization. J. Anal. At. Spectrom. 13, 683–686.
  7. Shraim, A., Chiswell, B., Olszowy, H., 1999. Speciation of arsenic by hydride generation-atomic absorption spectrometry (HG-AAS) in hydrochloric acid reaction medium. Talanta 50, 1109-1127.
  8. Chen, K.L., Amarasiriwardena, C. J., Christian, D.C., 1999. Determination of total arsenic aoncentrations in nails by inductively coupled plasma mass spectrometry. Biol. Trace Elem. Res. 67, 109-125.
  9. Nookabkaew, S., Rangkadilok, N., Satayavivad, J., 2006. Determination of trace elements in herbal tea products and their infusions consumed in Thailand. J. Agri. Food Chem. 54, 6939-6944.
  10. Gómez-Ariza, J.L., Sánchez-Rodas, D., Giráldez, I., 1998. Selective extraction of iron oxide associated arsenic species from sediments for speciation with coupled HPLC-HG-AAS. J. Anal. At. Spectrom. 13, 1375–1379.
  11. Tsalev, D.L., Sperling, M., Welz, B., 1998. Speciation determination of arsenic in urine by high-performance liquid chromatography–hydride generation atomic absorption spectrometry with on-line ultraviolet photo oxidation. Analyst 123, 1703–1710.
  12. Yoshinaga, J., Chatterjee, A., Shibata, Y., Morita M., Edmonds, J.S., 2000. Human urine certified reference material for arsenic speciation. Clinic. Chem. 46(11), 1781–1786.
  13. Raml, R., Goessler, W., Francesconi, K.A., 2006. Improved chromatographic separation of thio-arsenic compounds by reversed-phase high performance liquid chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry. J. Chromatogr. A 1128, 164–170.
  14. Wang, P., Zhao, G., Tian, J., SU, X., 2010. High-performance liquid chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry based method for the determination of organic arsenic feed additives and speciation of anionic arsenics in animal Feed. J. Agric. Food Chem. 58, 5263–5270.
  15. Baba, K., Arao, T., Maejima, Y., Watanabe, E., Eun, H., Ishizak, M., 2008. Arsenic speciation in rice and soil containing related compounds of chemical warfare agents. Anal. Chem. 80, 5768–5775.
  16. Narukawa, T., Inagaki, K., Kuroiwa, T., Chiba, K., 2008. The extraction and speciation of arsenic in rice flour by HPLC–ICP-MS. Talanta 77, 427–432.
  17. Signes-Pastor, A.J., Deacon, C., Jenkins, R.O., Haris, P.I., Carbonell-Barrachina, A.A., Meharg, A.A., 2009. Arsenic speciation in Japanese rice drinks and condiments. J. Environ. Monit. 11, 1930–1934.
  18. Huang, J.H., Ilgen, G., Fecher, P., 2010. Quantitative chemical extraction for arsenic speciation in rice grains. J. Anal. At. Spectrom. 25, 800–802.
  19. Arao, T., Kawasaki, A., Baba, K., Matsumoto, S., 2011. Effects of arsenic compound amendment on arsenic speciation in rice grain. Environ. Sci. Technol. 45, 1291–1297.
  20. Sengupta, M.K., Hossain, M.A., Mukherjee, A., Ahamed, S., Das, B., Nayak, B., Pal, A., Chakraborti, D., 2006. Arsenic burden of cooked rice: Traditional and modern methods. Food Chem. Toxicol. 44, 1823–1829.
  21. Mihucz, V.G., Tatar, E., Virag, I., Zang, C., Jao, Y., Zaray, G., 2007. Arsenic removal from rice by washing and cooking with water. Food Chem. 105, 1718–1725.
  22. D’Amato, M., Aureli, F., Ciardullo, S., Raggi, A., Cubadda, F., 2011. Arsenic speciation in wheat and wheat products using ultrasound- and microwave-assisted extraction and anion exchange chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry. J. Anal. At. Spectrom, 26, 207-213.
  23. Narukawa, T., Hioki, A., Chiba, K., 2012. Speciation and monitoring test for inorganic arsenic in white rice flour. J. Agric. Food Chem. 60, 1122-1127.
  24. Fu, Y., Chen, M., Bi, X., He, Y., Ren, L., Xiang, W., Qiao, S., Yan, S., Li, Z., Ma, Z., 2011. Occurrence of arsenic in brown rice and its relationship to soil properties from Hainan Island, China. Environ. Pollut. 159, 1757-1762.
  25. Carbonell-Barrachina, A.A., Wu, X., Ramírez-Gandolfo, A., Norton, G.J., Burló, F., Deacon, C., Meharg, A.A., 2012. Inorganic arsenic contents in rice-based infant foods from Spain, UK, China and USA. Environ. Pollut. 163, 77-83.
  26. Huang, J.H., Fecher, P., Ilgen, G., Hud, K.N., Yang, J., 2012. Speciation of arsenite and arsenate in rice grain – Verification of nitric acid based extraction method and mass sample survey. Food Chem. 130, 453–459.
  27. Ye, X.X., Sun, B., Yin, Y.L., 2012. Variation of As concentration between soil types and rice genotypes and the selection of cultivars for reducing As in the diet. Chemosphere (in press).
  28. Rezaitabar, S., Esmaili-Sari, A., Bahramifar, N., 2012. Potential health risk of total arsenic from consumption of farm rice (Oryza sativa) from the Southern Caspian Sea Littoral and from imported rice in Iran. Bull. Environ. Contam. Toxicol. Published online:10 Feb 2012.
  29. Sun, G.X., Van de Wiele, T., Alava, P., Tack, F., Laing, G.D., 2012. Arsenic in cooked rice: Effect of chemical, enzymatic and microbial processes on bioaccessibility and speciation in the human gastrointestinal tract. Environ. Pollut. 162, 241-246.
  30. Rangkadilok, N., Nookabkaew, S., Satayavivad, J., 2012. ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารเช้า. Retrieved from http://www.etm.sc.mahidol.ac.th/a22.shtml

การปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว

ดร. นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

                ตามที่มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ในประเทศไทยว่า มีรายงานผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา (ConsumerReports.org) ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จำกัดปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์จากข้าว หลังจากตรวจพบว่ามีระดับปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่เป็นสารก่อมะเร็งอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวบางชนิดในปริมาณสูง

                ในรายงานผู้บริโภคระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบประมาณ 200 ตัวอย่าง (ทั้งหมดกว่า 60 ยี่ห้อ) พบว่า มีระดับสารหนูอนินทรีย์อยู่ในระดับสูง รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีชื่อเสียงในท้องตลาด ก็มีระดับของสารหนูอนินทรีย์ปนเปื้อนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีข้าวกล้องบางยี่ห้อ รวมทั้งข้าวขาวและข้าวกล้อง ซีเรียลสำหรับทารก แคร็กเกอร์ พาสต้า และเครื่องดื่มที่ทำจากข้าว โดยในผลิตภัณฑ์ข้าวเหล่านี้มีสารหนูอนินทรีย์อยู่โดยเฉลี่ยราว 3.5-6.7 ไมโครกรัมต่อ 1 ลิตร ในรายงานยังเตือนให้เด็กและผู้ใหญ่จำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าวเหล่านี้ต่อสัปดาห์ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการกำหนดปริมาณจำกัดที่แน่นอนของรัฐบาล เช่น ซีเรียลสำหรับทารกควรจะรับประทานเพียง 1 หน่วยบริโภคต่อวัน และไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดื่มน้ำนมข้าวเป็นประจำทุกวัน ขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานข้าวมากกว่า 2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ พร้อมกับเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้ยาที่มีสารหนูปนเปื้อนและห้ามการใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกพืชและในผลิตภัณฑ์สัตว์

                จากข้อมูลข่าวที่ได้รับนี้จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันผู้บริโภคมีความสนใจและห่วงใยในสุขภาพของตนเองจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะการปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวที่เป็นที่นิยมบริโภคทั่วโลก การกำหนดปริมาณของสารหนูที่ปนเปื้อนในอาหารแตกต่างกันไปตามชนิดอาหาร และไม่มีการจำกัดปริมาณสารหนูในอาหารทุกชนิด นอกจากนี้ปริมาณที่กำหนดในอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสารหนูรวม (สารหนูอินทรีย์และอนินทรีย์) เนื่องจากวิธีการตรวจวิเคราะห์ในปัจจุบัน จะตรวจวัดเป็นปริมาณสารหนูรวมในอาหารแต่ละชนิด แต่ความเป็นพิษของสารหนูแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน สารหนูอินทรีย์จะผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและไม่ค่อยเป็นอันตราย สารหนูอนินทรีย์จะมีความเป็นพิษมากกว่าสารหนูอินทรีย์ และสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ มีรายงานว่า สารหนูเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งที่ไตและกระเพาะปัสสาวะได้ จากการศึกษาประชากรในประเทศไต้หวันที่อาศัยบริเวณที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำดื่มสูง พบว่า ปริมาณสารหนูในน้ำดื่มมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญกับอัตราการตายของผู้ป่วยมะเร็งของอวัยวะภายใน และจากการศึกษาอย่างต่อเนื่องของคณะนักวิจัยกลุ่มเดียวกันในประเทศไต้หวันในปี 2010 พบว่า การได้รับสารหนู ถึงแม้ว่าจะเป็นปริมาณน้อยแต่ได้รับเป็นระยะเวลานานตั้งแต่เกิด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ คณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยสารหนูระดับยีนส์ในทารกที่มารดาได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่า สารหนูในน้ำจะมีผลทำให้ทารกที่คลอดมีความผิดปกติของยีนส์หลายชนิด

                ข้าวไทยเป็นข้าวที่ส่งออกไปขายยังประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นข้าวที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีคู่แข่งที่สำคัญ เช่น อินเดียและเวียดนาม นอกจากนี้ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวเป็นส่วนผสมยังเป็นอาหารหลักของคนไทยที่บริโภคเป็นประจำ ดังนั้นข้าวไทยมีความปลอดภัยในการบริโภคหรือไม่ ข้าวไทยมีสารหนูสูงหรือไม่ สารหนูในข้าวเป็นชนิดอันตรายหรือไม่ เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบเพื่อความมั่นใจในการบริโภคและส่งออก

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าวไทย และความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวสีต่างๆที่มีจำหน่ายในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของข้าว (โจ๊กสำเร็จรูป) และผลิตภัณฑ์จากข้าวชนิดต่างๆ เช่น ซีเรียล (cereals) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูที่ปนเปื้อนในข้าวและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยเครื่อง Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) โดยมีตัวอย่างข้าวหอมมะลิและข้าวขาวหอมมะลิ (ไทย-126 ตัวอย่าง, นำเข้า 19 ตัวอย่าง), ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวหอมนิล, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเหนียวดำและข้าวแดง (ไทย 43 ตัวอย่าง, นำเข้า 6 ตัวอย่าง), โจ๊กสำเร็จรูป ที่มีส่วนผสมของข้าวหอมมะลิและข้าวกล้อง (21 ตัวอย่าง), และ cereals (12 ตัวอย่าง) ระหว่างปี 2550-2555 ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า ข้าวกล้องและข้าวมีสี (เฉลี่ย 0.146 มก./กก.) มีปริมาณสารหนูเฉลี่ยสูงกว่าข้าวหอมมะลิและข้าวขาว (เฉลี่ย 0.126 มก./กก.) โดยค่าสูงสุดของสารหนูที่พบในข้าวไทย คือ 0.313 มก./กก. ในข้าวกล้อง และ 0.302 มก./กก. ในข้าวหอมมะลิและข้าวขาว (ดูรายละเอียดบทความน่ารู้เรื่อง “ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารเช้า”) มีตัวอย่างข้าวหอมมะลิ/ข้าวขาวไทยเพียง 4 ตัวอย่าง (3.2%) เท่านั้นที่มีปริมาณสารหนูสูงกว่า 0.2 มก./กก. การสีข้าวเอาเปลือกออกจะทำให้ปริมาณสารหนูลดน้อยลง ส่วนข้าวขาวและข้าวกล้องที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และเวียดนาม มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.102 มก./กก. และ 0.182 มก./กก. ตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณของสารหนูในข้าวชนิดต่างๆนี้ไม่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดที่กำหนดไว้ คือ ค่ามาตรฐานสูงสุดของ สารหนูใน cereals ที่กำหนดโดย Food Standard Australia New Zealand = 1.0 มก./กก. ค่ามาตรฐานสูงสุดของสารหนูในอาหารต่างๆที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย = 2.0 มก./กก. ดังนั้นข้าวกล้องและข้าวขาว/หอมมะลิที่ทำการสุ่มตัวอย่างมาศึกษานี้จึงความปลอดภัยในการบริโภคและการเป็นสินค้าส่งออก

                สำหรับผลิตภัณฑ์โจ๊กสำเร็จรูปที่มีรสชาติต่างๆ ซึ่งทำมาจากข้าวหอมมะลิและข้าวกล้อง พบว่า ผลิตภัณฑ์มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.169 มก./กก. ส่วนอาหารเช้าแบบ cereals ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และประเทศไทย พบว่า มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.036 มก./กก. ซึ่งปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์จากข้าวนี้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงนับว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความปลอดภัยในการบริโภค

                นอกจากนี้ ทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ยังได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูในข้าว พบว่า ชนิดของสารหนูที่พบมากในข้าว คือ สารหนูอนินทรีย์ ในรูปของ As(III) และ As(V) และยังพบ Dimethylarsenic acid (DMA) และ Monomethylarsonate (MMA) อีกด้วย (ตารางที่ 1) โดยข้าวขาวมีปริมาณ As(III) เฉลี่ย 89.6 ไมโครกรัม/กก. (คิดเป็น 65% ของสารหนูทั้งหมด) และข้าวกล้องมีปริมาณ As(III) 144 ไมโครกรัม/กก. (คิดเป็น 55% ของสารหนูทั้งหมด) จากข้อมูลที่ได้นี้ จะเห็นได้ว่าชนิดของสารหนูที่ปนเปื้อนในข้าวเป็นสารหนูอนินทรีย์ As(III) ซึ่งเป็นสารหนูชนิดที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการกำหนดปริมาณของสารหนูชนิดต่างๆที่ปนเปื้อนในข้าวและในอาหารชนิดอื่นๆเท่าไหร่นัก

                ตารางที่ 1 ชนิดของสารหนูที่มีในข้าวไทย (ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)

ชนิดข้าวAs(III)As(V)DMAMMAสารหนูรวม
ข้าวขาว (14 ตัวอย่าง)89.6±24.44.83±3.552.7±10.7<3.5118±30.4
ข้าวกล้อง (10 ตัวอย่าง)149±35.212.7±11.027.3±14.8<3.5190±44.5

                นอกจากนี้สถาบันฯ ยังได้ทำการเก็บตัวอย่างอาหารเสริมสำหรับทารก (30 ตัวอย่าง) และนมถั่วเหลือง (15 ตัวอย่าง) ที่มีจำหน่ายตามซุปเปอร์มาเก็ตมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก พบว่า อาหารเสริมสำหรับทารกมีปริมาณสารหนูต่ำ 4.20 ไมโครกรัม/กก. ส่วนนมถั่วเหลืองจะมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมสูงกว่าอาหารเสริมสำหรับทารก (ตารางที่ 2) ซึ่งค่าเหล่านี้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงมีความปลอดภัยสำหรับเด็กในการบริโภค สำหรับรายละเอียดของผลงานวิจัยกำลังจะตีพิมพ์ในเร็วๆ นี้ (Evaluation of Trace Elements in Selected Foods and Dietary Intake by Young Children in Thailand; Food Additives and Contaminants Part B, In Press)

                ตารางที่ 2 ปริมาณธาตุต่างๆในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็กและนมถั่วเหลือง

ElementsInfant formula (n=30)Soybean milk (n=15)
Mg (mg/kg)470±16.52013±271
Ca (mg/kg)4033±1753215±857
As (µg/kg)4.20±0.575.59±1.36
Cd (µg/kg)0.59±0.1325.1±3.39

                จะเห็นได้ว่าข้าวเป็นแหล่งของสารหนูที่สามารถเข้าสู่ร่างกายของผู้บริโภคได้นอกเหนือจากน้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารหนู และสารหนูอนินทรีย์ซึ่งเป็นสารอันตรายก็ตรวจพบได้ในข้าวชนิดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในปัจจุบันมักจะตรวจกันในรูปแบบของสารหนูรวม (สารหนูอินทรีย์และสารหนูอนินทรีย์) ซึ่งจะไม่สามารถแยกได้ว่ามีปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่อันตรายมากน้อยเท่าใด เพราะความเป็นพิษของสารหนูขึ้นกับชนิดและปริมาณที่ได้รับเข้าไป ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราควรจะมีวิธีการตรวจวัดปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและมีความแน่นอน สามารถทำได้รวดเร็ว จึงจะทำให้เกิดความแน่ใจในข้าวไทยทั้งที่ส่งออกและนำมาโภคในประเทศว่า มีความปลอดภัยและสามารถบริโภคได้อย่างมั่นใจ ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาได้มีการสุ่มตัวอย่างข้าวที่บริโภคในประเทศทั้งที่ปลูกเองและที่นำเข้า ซึ่งได้คัดเลือกผลการตรวจวิเคราะห์สารหนูมาแสดงในตารางที่ 3 [รายละเอียดดูได้จาก : Arsenic in Your Food, ConsumerReports®] จะพบว่าการตรวจวัดปริมาณสารหนูในข้าวของสถาบันฯจะได้ค่าใกล้เคียงกับการศึกษาในสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลดังกล่าวนี้จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐและผู้ส่งออกจะต้องมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพของข้าวที่ปลูกในประเทศและข้าวที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย เพื่อรักษาคุณภาพของข้าวไทย

                ตารางที่ 3 ปริมาณสารหนูในข้าวชนิดต่างๆที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา (แหล่งที่มา : Arsenic in Your Food, ConsumerReports®) เปรียบเทียบกับปริมาณสารหนูในข้าวที่ตรวจวัดโดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ชนิดข้าวแหล่งกำเนิดปริมาณสารหนูรวม (ppb)**ปริมาณสารหนูอนินทรีย์
(ไมโครกรัม/การรับประทาน 1 ครั้ง 45 กรัม)
1. ข้าวหอมมะลิ A*ประเทศไทย104-1502.7-3.0
2. ข้าวหอมมะลิ B*ประเทศไทย112-1212.7-3.9
3. ข้าวหอมมะลิ C*ประเทศไทย119-1593.0-3.2
4. ข้าวขาวสหรัฐอเมริกา220-2465.9-6.3
5. ข้าวจัสแมน A ข้าวกล้องสหรัฐอเมริกา237-2954.7-8.6
6. ข้าวจัสแมน B ข้าวขาวสหรัฐอเมริกา168-2093.2-4.1
7. ข้าวบาสมาติอินเดีย75.9-86.02.5-2.9
8. ข้าวหอมมะลิ
(สถาบันฯ 14 ตัวอย่าง)
ประเทศไทย57.5-1701.8-5.9

                *A, B, C เป็นชื่อแทนเครื่องหมายการค้า ปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในตัวอย่างข้าวไทยแต่ละชนิดไม่เท่ากัน

                **1 ส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion หรือไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/638


เมล็ดลิ้นจี่ เซี่ยงจี๊ น้ำซาวข้าว…ปลอดภัยต่อไตจริงหรือ?

ดร. นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

                ผู้เขียนได้บังเอิญอ่านเจอข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ฉบับวันพฤหัสที่ 28 มี.ค. 2556 หน้า 10) ที่ได้เตือนผู้บริโภคหรือผู้ป่วยโรคไตเกี่ยวกับสูตรยาสมุนไพรรักษาโรคไตที่ว่ากันว่าถูกส่งต่อมาจากประเทศไต้หวันเมื่อราว 7 ปีก่อน ซึ่งสูตรสมุนไพรที่ถูกกล่าวถึงนี้เป็นการนำเอาเมล็ดลิ้นจี่สดมาทุบบดต้มรวมกับไตหมู (เซี่ยงจี๊) และน้ำซาวข้าว ให้ผู้ป่วยโรคไตดื่มจะทำให้มีอาการดีขึ้น ในข่าวระบุว่าผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติได้กล่าวเตือนถึงการนำสูตรสมุนไพรนี้มาใช้กับผู้ป่วยโรคไตว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก เนื่องจากในเมล็ดลิ้นจี่ ไตหมู และน้ำซาวข้าว มีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำให้ไตยิ่งทำงานหนักมากขึ้นในการขับออก หากผู้ป่วยรับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเกิดอาการบวมน้ำได้ ดังนั้นสูตรยาสมุนไพรนี้ จึงมีผลในทางตรงกันข้าม แทนที่จะช่วยบรรเทาอาการ อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตมากยิ่งขึ้น

                เมื่อดูสูตรสมุนไพรรักษาโรคไตนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นห่วงใยต่อผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลงานวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสารต่างประเทศเมื่อต้นปีนี้ เรื่อง Evaluation of Trace Elements in Selected Foods and Dietary Intake by Young Children in Thailand (ในวารสาร Food Additives & Contaminants: Part B, 2013, Vol. 6, p. 55-67) ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุจำเป็นและธาตุที่เป็นอันตรายต่างๆในตัวอย่างอาหารหลายๆชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ผักและผลไม้ ข้าว รวมทั้งน้ำดื่มและอาหารสำหรับเด็กเล็ก

                พบว่า ในตัวอย่างตับหมูและไตหมูมีปริมาณของธาตุที่เป็นอันตราย เช่น สารหนู (Arsenic) และแคดเมียม (Cadmium) สะสมในปริมาณที่สูงกว่าในส่วนของเนื้อหมู (ตารางที่ 1) โดยตับหมูมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.13 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 0.49 ส่วนไตหมูมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.08มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่มีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยสูงถึง 2.50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหมูที่มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.05 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยเพียง 0.013 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เท่านั้น จากปริมาณของแคดเมียมที่ตรวจพบในไตหมูจะเห็นได้ว่า มีตัวอย่างไตหมูที่มีปริมาณแคดเมียมสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมให้มีได้ในไตหมู ที่กำหนดโดยประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ คือ 2.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และเมื่อใช้ค่ามาตรฐานที่กำหนดใน Commission Regulation (EC) No. 1881/2006 ซึ่งกำหนดค่าแคดเมียมสูงสุดที่ให้มีได้ในไตหมู คือ 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็จะพบว่า ปริมาณเฉลี่ยของแคดเมียมในตัวอย่างไตหมูที่ตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดนี้มากกว่า 2 เท่า ดังนั้นการบริโภคไตหมูเป็นประจำ อาจจะทำให้เราได้รับปริมาณของแคดเมียมจากไตหมูนี้เข้าสู่ร่างกายและไปสะสมที่ไตได้

                ตารางที่ 1 ปริมาณสารหนูและแคดเมียม (มิลลิกรัม/กิโลกรัม น้ำหนักสด) ในตัวอย่างเนื้อหมู, ตับหมู, ไตหมู และข้าวขาวขัดสี

ตัวอย่างสารหนู
(มก./กก. น้ำหนักสด)
แคดเมียม
(มก./กก. น้ำหนักสด)
เนื้อหมู (33 ตัวอย่าง)0.05±0.01
(<0.002-0.19)
0.013±0.003
(<0.002-0.076)
ตับหมู (33 ตัวอย่าง)0.13±0.05
(<0.002-1.09)
0.49±0.16
(0.028-3.68)
ไตหมู (35 ตัวอย่าง)0.08±0.01
(0.006-0.41)
2.50±0.40
(0.39-10.82)
ข้าวขาวขัดสี (55 ตัวอย่าง)0.13±0.005
(0.053-0.30)
0.01±0.001
(<0.004-0.032)

                – ค่าสูงสุดของแคดเมียมที่ยอมให้มีได้ในไตวัวควาย, แกะ และหมู (Kidney of cattle, sheep, pig) ที่กำหนดโดยประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ คือ 2.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (Australia New Zealand Food Standards Code – Standard 1.4.1 – Contaminants and Natural Toxicants)

                – Commission Regulation (EC) No. 1881/2006 of 19 December 2006 กำหนดค่าแคดเมียมสูงสุดที่ให้มีได้ในไตหมู คือ 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

                ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ดูดซึมและเก็บสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และยังกรองของเสียและสิ่งแปลกปลอมต่างๆออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปจะมีกระบวนการย่อยอาหารและทำให้เกิดของเสียซึ่งร่างกายจะขับออกมา ของเสียหรือสารที่เป็นพิษจะต้องถูกขับออก แต่ถ้าได้รับสารพิษสะสมไว้เป็นเวลานานก็จะเป็นอันตรายทำให้ไตวายได้ ซึ่งแคดเมียมนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหารแล้วลำเลียงไปตามกระแสเลือดพร้อมกับเม็ดเลือดแดงและไปจับกับโปรตีนที่มีชื่อว่า Metallothionein ที่ตับสร้างขึ้นและส่งต่อไปยังไตเพื่อขับออกจากร่างกาย แคดเมียมจะถูกสะสมที่ตับและไต จึงทำให้เกิดอาการเป็นพิษที่ไตได้ นอกจากนี้แคดเมียมยังมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 30-40 ปี นั่นแสดงว่า จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 30-40 ปี ถึงจะขับแคดเมียมครึ่งหนึ่งที่ได้รับออกจากร่างกายได้ (http://www.vetcouncil.or.th/download/Q11/307540030.pdf) ดังนั้นการได้รับแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ จะทำให้มีแคดเมียมสะสมที่ไตในร่างกายเพิ่มมากขึ้น จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อไตได้แทนที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตมีอาการที่ดีขึ้น

                นอกจากนี้ เรายังตรวจพบว่า ในตัวอย่างข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ที่สุ่มมาตรวจ มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.13 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในปริมาณที่น้อย และจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า แม้ว่าน้ำซาวข้าวจะมีการปนเปื้อนของธาตุที่เป็นพิษเหล่านี้ออกมาในปริมาณที่น้อยอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าข้าวที่นำมาใช้เป็นข้าวที่มีปริมาณของสารหนูหรือแคดเมียมสะสมในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณของธาตุเหล่านี้เข้าไปสะสมในร่างกายได้เมื่อบริโภคเป็นประจำ ส่วนเมล็ดลิ้นจี่นั้น ข้อมูลจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รายงานว่า ในลิ้นจี่มีปริมาณของธาตุโพแตสเซียม 123-180 มิลลิกรัม/100 กรัมผล แตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ลิ้นจี่ (Thai Food Composition Tables 1999) โพแทสเซียมจะถูกขับออกทางไต ภาวะไตเสื่อมจะทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยไตวายมักจะมีการคั่งของโพแทสเซียม ซึ่งถ้าระดับโพแทสเซียมสูงมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูงด้วย

                เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเหล่านี้แล้ว ผู้ป่วยโรคไตก็สามารถตัดสินใจได้ว่า สูตรสมุนไพรรักษาโรคไตนี้ จะช่วยรักษาบรรเทาอาการของตนเองให้ดีขึ้นได้หรือไม่ หรือสมุนไพรนี้จะทำให้อาการโรคไตที่ตนเองเป็นอยู่ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณการสะสมของสารพิษในร่างกายมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ไตของเราทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการนำสมุนไพรรักษาโรคมาใช้ ควรจะเลือกใช้สมุนไพรที่มีการศึกษาความปลอดภัยแล้วหรือเป็นการใช้แบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้กันมานาน ไม่ใช่เพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อตามสื่อ โดยไม่มีการยืนยันการใช้ได้ผลที่แน่นอน เพราะถ้าโชคดี ก็อาจจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าแจ็กพอต…โชคร้าย….ก็จะทำให้อาการทรุดหนักได้เช่นกัน

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/646


ความคืบหน้า งานวิจัยสารหนูในข้าว

น.ส. สุมลธา หนูคาบแก้ว, ดร.นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สำนักงานพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกศูนย์ความเป็นเลิศฯ ได้ให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัย เรื่อง การตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ได้มีการเก็บตัวอย่างข้าวจากจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วประเทศ มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังปริมาณสารหนูในข้าวเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และได้มีการเผยแพร่บทความที่ได้จากงานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณสารหนูในข้าว ในวารสารต่างประเทศ และใน website ของศูนย์ความเป็นเลิศฯ และจากบทความ เรื่อง “ปริมาณของสารหนูในข้าว” ที่ได้เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ใน Website ของศูนย์ความเป็นเลิศฯ คณะผู้วิจัยได้เขียนรวบรวมงานวิจัยของประเทศอื่นๆที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสารหนูในข้าวและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งจากข้อมูลที่มีการศึกษาในต่างประเทศในพื้นที่ที่มีปริมาณสารหนูในธรรมชาติสูง อาจจะมีความเสี่ยงในการได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานๆ ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดมากกว่าคนอื่นๆ ในตอนท้ายของบทความได้สรุปไว้ว่า งานวิจัยจากต่างประเทศนั้นพบว่า ตัวอย่างข้าวไทยมีปริมาณสารหนูน้อยกว่าข้าวจากประเทศอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าว มีความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะสารหนูชนิดอนินทรีย์ ซึ่งจัดว่ามีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูชนิดอินทรีย์ และเป็นชนิดที่พบในข้าว จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาวิธีวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐานและมีความถูกต้องแม่นยำ คณะนักวิจัยของเราได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในข้าวชนิดต่างๆ และได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ในปี พ.ศ. 2556

                ส่วนที่มีข่าวการปนเปื้อนสารหนูในข้าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เริ่มมีรายงานครั้งแรกจากประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเกิดจากการสูบเอาน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสารหนู มาปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง โดยไม่มีการตรวจการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมาใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าว ซึ่งต้นข้าวเหล่านี้สามารถดูดซึมสารหนูเข้าไปในต้นได้ดีด้วย

                ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพยายามศึกษาวิธีลดการปนเปื้อนของสารหนูในข้าวด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากรายงานของศาสตราจารย์ ดร. แอนดรูว์ มะ-ฮาร์ก และคณะ ที่รายงานในวารสาร PLOS One เมื่อเร็วๆนี้ (22 ก.ค. 2558) เป็นการวิจัยหวังผลเพื่อการแก้ปัญหาในการลดปริมาณสารหนูอย่างเร่งด่วน โดยเป็นวิธีการหุงข้าวเพื่อช่วยลดการปนเปื้อนสารหนูได้ 85% และได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว คาดว่าในอนาคตคงจะมีหม้อหุงข้าวในท้องตลาดชนิดที่ลดการปนเปื้อนสารหนูออกมาจำหน่าย และเนื่องจากว่าข้อมูลในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าวสาร คณะนักวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศฯกำลังทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการหุงข้าวและตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในข้าวสุกที่รับประทานว่าจะมีความแตกต่างกันหรือไม่

                สำหรับความเป็นพิษของสารหนูอนินทรีย์ ผลการวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษาตลอดมามากกว่า 30 ปี เป็นการศึกษาวิจัยการปนเปื้อนในน้ำ สำหรับการปนเปื้อนสารหนูในข้าว เพิ่งมีรายงานการปนเปื้อนประมาณ 10 ปี จึงยังไม่มีการศึกษาการได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำและในข้าวว่ามีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายต่างกันอย่างไร ซึ่งตามทฤษฎีสารหนูในข้าวน่าจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่า นอกจากนั้น ในข้าวยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม อาหารไทยมีสารต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วย คนไทยไม่ได้บริโภคข้าวเพียงอย่างเดียว อาหารประเภทต่างๆ เช่น หมู ผัก เป็นต้น น่าจะมีผลต่อการดูดซึมสารหนูในข้าวเข้าสู่ร่างกายมากน้อยแตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง จากรายงานที่ว่าข้าวกล้องมีปริมาณสารหนูมากกว่าข้าวขาวนั้น ขอให้ตระหนักว่าในข้าวกล้องหรือข้าวสีชนิดต่างๆนี้ ยังมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี สารแกมม่าโอริซานอล รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญๆ เช่น เหล็ก เป็นต้น มากกว่าข้าวขาวอีกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป ไม่ใช่ดูเฉพาะว่าในข้าวกล้องมีปริมาณสารหนูมากกว่าเท่านั้น

                นอกจากนี้ ชนิดของข้าว (ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า) และสายพันธุ์ข้าว มีผลต่อการดูดซึมสารหนูเข้าสู่ต้นข้าวแตกต่างกัน ซึ่งคณะนักวิจัยของเรา กำลังทำการทดลอง เพื่อศึกษาว่าข้าวชนิดต่างๆมีการดูดซึมสารหนูจากดินปริมาณเท่าใด และอยู่ในรูปสารหนูชนิดใด คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้ข้อมูลที่น่าสนใจพอจะสรุปได้

จากข้อมูลที่คณะนักวิจัยทำการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน พบว่า การปนเปื้อนของสารหนูอนินทรีย์ในตัวอย่างข้าวในประเทศไทย มากกว่า 98% ของตัวอย่างข้าวที่ตรวจ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ Codex Alimentarius Commission และคณะกรรมาธิการยุโรป (The European Commission) ได้ประกาศไว้ ที่ 0.2 มก./กก. (สำหรับสารหนูอนินทรีย์ในข้าวขาวหรือข้าวขัดสี) นอกจากนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศฯ กำลังดำเนินการศึกษาสายพันธุ์ข้าวที่คนนิยมบริโภคและเพี่อการส่งออก ร่วมกับอาจารย์จากภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการศึกษาสายพันธุ์ข้าวที่ดูดซึมสารหนูน้อย เป็นการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้มีการปนเปื้อนสารหนูน้อยลง และเพื่อคัดเลือกสายพันธุข้าวไปปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม นำไปสู่การป้องกันการปนเปื้อนสารหนูจากธรรมชาติเข้าสู่ต้นข้าวต่อไป

                สิ่งที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวจะต้องร่วมมือกันคือ การลดกิจกรรมทางการเกษตรที่เสี่ยงต่อการเพิ่มปริมาณสารหนูลงไปในระบบเกษตรกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดที่มีการปนเปื้อนสารหนูสูง หรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่อาจมีส่วนประกอบของสารหนู เป็นต้น นอกจากนี้การร่วมกันพัฒนาวิธีการเพาะปลูกข้าวที่เหมาะสม เพื่อลดการดูดซึมหรือสะสมของสารหนูในต้นข้าว กรรมวิธีการแปรรูปข้าวที่เหมาะสม หรือการปรับเปลี่ยนวิธีการหุงข้าว ก็เป็นขบวนการสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถช่วยลดปริมาณสารหนูที่สะสมในข้าวให้น้อยลงสำหรับการบริโภคอย่างปลอดภัย

                สำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็ก หรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการรายละเอียดข้อมูลการปนเปื้อนของสารหนูในข้าวชนิดต่างๆ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำ หรือดิน สามารถติดต่อได้ที่สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (คุณปิยพล มั่นปิยมิตร) ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8207 และในขณะนี้ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯก็กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์สารหนูรวม (Total arsenic) และสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic arsenic) ในข้าวชนิดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค สร้างความมั่นใจให้แก่คุณภาพข้าวไทยทั้งภายในประเทศและการส่งออก

เอกสารอ้างอิง

  • Nookabkaew S., Rangkadilok N., Mahidol C., Promsuk G. and Satayavivad J. Determination of Arsenic Species in Rice from Thailand and Other Asian Countries Using Simple Extraction and HPLC-ICP-MS Analysis. J. Agric. Food Chem. 2013, 61:6991-6998.
  • Carey M., Jiujin X., Farias J.G., Meharg A.A. Rethinking Rice Preparation for Highly Efficient Removal of Inorganic Arsenic Using Percolating Cooking Water. PLOS One DOI:10.1371/journal.pone.0131608, July 22, 2015.
  • บทความ “นักวิทยาศาสตร์เล่าเรื่อง ข้าว’ วารสารมูลนิธิจุฬาภรณ์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน 2558 หน้า 18-22.
  • บทความ เรื่อง ข้าวไทย…ปลอดภัยจากโลหะที่เป็นอันตราย (April 29, 2013)
  • บทความ เรื่อง การปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว (September 27, 2012)

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1163


สารหนูและแคดเมียม ในอาหารทะเล…ปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่?

ดร. นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                อาหารทะเล…ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่หลายๆคนก็ยังชอบรับประทาน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก เมื่อนำมาประกอบอาหาร ล้วนแต่มีรสชาติถูกปาก เป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะไอโอดีน ไอโอดีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในการสร้างไธรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมพัฒนาการของสมอง อาหารที่มีไอโอดีนสูง ได้แก่ อาหารทะเลทั้งสัตว์และพืช เช่น ปลาทะเล กุ้งทะเล สาหร่ายทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเติมไอโอดีนในเครื่องปรุงรสเค็ม เช่น เกลือ เป็นต้น เพื่อให้สะดวกต่อการบริโภคได้ทุกวัน แต่จากข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่มีการตรวจพบปริมาณสารหนูในอาหารทะเล ได้แก่ ตัวอย่างปลาหมึกแห้ง (5 ตัวอย่าง; วันที่ 28 ม.ค. 2554) มีปริมาณสารหนู 0.339-0.858 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/144507), ตัวอย่างปลาหมึกอบกรอบแผ่นปรุงรส (5 ตัวอย่าง; วันที่ 28 ส.ค. 2558) มีปริมาณสารหนู 1.637-30.407 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/ 521122), และเมื่อเร็วๆนี้ มีรายงานปริมาณสารหนูในตัวอย่างปลาจิ้งจั้ง หรือปลาฉิ้งฉั้ง ที่ทำมาจากปลากะตักตัวเล็กๆซึ่งเป็นปลาทะเลขนาดจิ๋ว (5 ตัวอย่าง; วันที่ 6 พ.ย. 2558) พบปริมาณสารหนู 2.222-5.286 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/537269) นอกจากนี้ยังมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแคดเมียมในปลากระป๋อง ได้แก่ ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ และปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ อาหารยอดนิยมที่ชาวบ้านแบบเราๆชอบรับประทาน พบว่า ตัวอย่างปลากระป๋อง 5 ตัวอย่าง จาก 5 ยี่ห้อ มีปริมาณแคดเมียมปนเปื้อน 2 ตัวอย่าง (0.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/104755)

                เราคงจะมีคำถามขึ้นว่า สารหนูและแคดเมียมเหล่านี้มาจากไหน ทำไมจึงตรวจพบในปริมาณมากในอาหารทะเล? สารหนูเป็นธาตุกึ่งโลหะ ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ เช่น ดิน หิน แหล่งน้ำ การระเบิดของภูเขาไฟ หรือเกิดจากการเผาถ่านหิน ตลอดจนการใช้ปุ๋ยและสารกำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืช ส่วนแคดเมียมเป็นโลหะหนักที่มีสีเงินแกมขาว โดยทั่วไปแคดเมียมที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมจะพบในแหล่งทำเหมืองสังกะสีและตะกั่ว อุตสาหกรรมยาสูบและบุหรี่ นอกจากนี้ยังนิยมใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้า โลหะผสม และอะไหล่รถยนต์ การใช้โลหะหนักเหล่านี้ในกระบวนผลิตทางอุตสาหกรรมบางอย่าง อาจทำให้มีการปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรม หรือภาคเกษตรกรรมที่มีสารหนูและแคดเมียมปนเปื้อนในสารกำจัดศัตรูพืชหรือมูลสัตว์ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเมื่อมีฝนตกอาจจะถูกชะล้างลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น ดิน แม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร เป็นต้น ทำให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆได้รับสารหนูและแคดเมียมนี้เข้าไปสะสมในร่างกาย และเมื่อผู้บริโภครับประทานสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป ก็จะได้รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายด้วย

                สารหนูที่พบในธรรมชาติมี 2 รูปแบบ คือ สารหนูอินทรีย์ (Organic) และสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic) ความเป็นพิษของสารหนูขึ้นอยู่กับชนิดของสารหนู รวมทั้งระยะเวลาและปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารหนูอนินทรีย์จัดว่าเป็นสารหนูที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ และถูกจัดให้เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในคนได้ แต่ร่างกายจะสามารถขับสารหนูออกได้เองโดยทางปัสสาวะในเวลา 2-3 วัน ถ้าได้รับสารหนูปริมาณน้อย แต่ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ เป็นระยะเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดการสะสมของสารหนูในร่างกาย แล้วเกิดความเป็นพิษได้ ส่วนแคดเมียมจะเข้าสู่ร่างกายจากอาหารที่บริโภคเข้าไปเป็นหลัก โดยอาจปนเปื้อนมากับพืชผัก ผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนใหญ่แคดเมียมในร่างกายจะไปสะสมอยู่ที่ตับและไต ทำให้เกิดพิษในคนได้
                เมื่อทราบว่าสารหนูและแคดเมียมมีอันตรายแล้ว เรายังสามารถบริโภคอาหารทะเลเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้ารับประทานเข้าไปแล้ว สารหนูและแคดเมียมจะเข้าไปสะสมในร่างกายจนก่อให้เกิดอันตรายได้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สามารถให้คำตอบที่สงสัยได้ โดยห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ภายใต้สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารทะเลจากจังหวัดระยอง โดยทำการสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารทะเลในปี พ.ศ. 2552-2553 ได้แก่ ปลาหมึก 33 ตัวอย่าง, ปลากะพง3 ตัวอย่าง, หอยบิด 30 ตัวอย่าง, หอยแมลงภู่ 30 ตัวอย่าง, หอยตลับ 10 ตัวอย่าง, และหอยคราง 10 ตัวอย่าง (รูปที่ 1) แล้วนำตัวอย่างอาหารทะเลนี้มาทำการย่อยด้วยกรดไนตริกเข้มข้น และตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก โดยใช้เครื่อง Inductively coupled plasma mass spectrometry (ICP-MS)

รูปที่ 1 ตัวอย่างปลาหมึก ปลา และหอยชนิดต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ปริมาณสารหนูและแคดเมียม

                ข้อมูลที่ได้พบว่า ในเนื้อปลากะพงมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดในอาหาร (ตารางที่ 1) แต่ปลาหมึกและหอยมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมสูงกว่าในเนื้อปลากะพง ส่วนหัวและตัวปลาหมึกมีปริมาณสารหนูใกล้เคียงกัน (4.572 และ 4.991 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ) สำหรับตัวอย่างหอยต่างๆ พบว่า หอยครางมีปริมาณสารหนูสูงที่สุด 6.419 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนหอยแมลงภู่ที่เรานิยมรับประทานกันมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 2.336 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับปริมาณแคดเมียมในอาหารทะเลนี้ พบว่า ในตัวอย่างปลา ปลาหมึก และหอยนี้ มีปริมาณแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำ (< 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ยกเว้น หอยคราง ที่มีปริมาณแคดเมียมสูง 1.951 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปริมาณสารหนูในตัวอย่างปลาหมึกและหอยนี้ สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดให้มีได้ในอาหาร

ตารางที่ 1 ปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) และแคดเมียมในตัวอย่างอาหารทะเล (มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนัก

                ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กำหนดค่าสูงสุดของสารหนูทั้งหมดหรือ Total arsenic ในอาหารทั่วไป ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกำหนดให้ปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์ในอาหารทะเลไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแคดเมียมนั้น FAO/WHO Codex Alimentarius Commission กำหนดปริมาณสูงสุดของแคดเมียมในหอย (Marine bivalve molluscs) ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ European Commission กำหนดปริมาณสูงสุดของแคดเมียมในปลาไม่เกิน 0.05-0.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขึ้นกับชนิดของปลา ส่วนในหอยกำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                จากข้อมูลการศึกษาที่ได้นี้ พบว่า ปลากะพงมีการปนเปื้อนของโลหะหนักเหล่านี้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานในอาหาร ส่วนปลาหมึกและหอยทุกตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูทั้งหมดมากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแคดเมียม พบว่า มีเพียงหอยครางเท่านั้นที่มีปริมาณแคดเมียมสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

                เมื่อพบว่ามีสารหนูสูงในอาหารทะเลแล้ว คำถามที่ตามมาคือ เรายังสามารถบริโภคอาหารทะเลนี้ได้หรือไม่ แล้วถ้าบริโภคนานๆ บ่อยๆ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจวิเคราะห์ว่าสารหนูที่พบในอาหารทะเลเหล่านี้ เป็นสารหนูชนิดที่มีความเป็นพิษสูงหรือไม่ สำหรับวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูโดยทั่วไปจะใช้วิธีของ AOAC 2005 Official Method 986.15 เป็นวิธีที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุต่างๆได้แก่ สารหนูทั้งหมด (Total arsenic), แคดเมียม, ตะกั่ว, ซีลีเนียม และสังกะสี ในอาหารต่างๆ ด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectroscopy (AAS) ซึ่งไม่ได้ตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูในอาหาร ดังนั้นเมื่อตรวจพบปริมาณสารหนูสูงในอาหารทะเลแล้ว จึงควรที่จะทำการตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูต่อไปด้วย เพื่อจะได้ทราบว่า สารหนูที่มีปริมาณสูงนี้เป็นสารหนูอนินทรีย์ที่เกินค่ามาตรฐานในอาหารนั้นๆหรือไม่ จะวิเคราะห์เฉพาะสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ไม่ได้ ควรตรวจวิเคราะห์แยกชนิดของสารหนูตามค่ามาตรฐานที่กำหนดในอาหาร

                จากการศึกษาชนิดของสารหนูต่างๆที่ปนเปื้อนในหอยและปลาหมึกเหล่านี้ (As speciation) ซึ่งได้แก่ สารหนูอนินทรีย์ [As(III), As(V)] และสารหนูอินทรีย์ [MMA: Monomethylarsonic acid; DMA: Dimethylarsenic acid และ arsenobetaine: AsB) โดยใช้เทคนิค HPLC-ICP-MS ผลที่ได้พบว่า ชนิดของสารหนูที่พบมากในหอยและปลาหมึก คือ arsenobetaine (AsB) จัดเป็นสารหนูอินทรีย์ซึ่งมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูอนินทรีย์ และสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ ในปลาหมึกมีปริมาณ AsB > 70% ของปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) (ตารางที่ 2) ส่วนหอยมีปริมาณ AsB 45-76% ของปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีสารหนูอินทรีย์อื่นๆอีก ซึ่งไม่ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ ส่วนสารหนูอนินทรีย์ เช่น As(III) และ As(V) พบปริมาณน้อยมากในหอยและปลาหมึกนี้

ตารางที่ 2 ปริมาณสารหนูอินทรีย์ชนิด Arsenobetaine เปรียบเทียบกับสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ในตัวอย่างอาหารทะเล (มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนักสด)

                ถึงแม้ว่าชนิดของสารหนูที่พบมากในอาหารทะเลนี้จะเป็นสารหนูอินทรีย์ชนิดที่เป็นอันตรายน้อยกว่า ทำให้เราสามารถบริโภคอาหารทะเลเหล่านี้ได้อย่างสบายใจขึ้น แต่เราก็ไม่ควรที่จะบริโภคเป็นประจำ อย่างต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมโลหะหนักนี้ในร่างกายได้ โดยเฉพาะแคดเมียม ซึ่งมีการสะสมในร่างกายได้นานกว่าสารหนู และเราควรที่จะรับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะผักและผลไม้ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะได้เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

                นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐก็ควรมีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณการปนเปื้อนของโลหะหนักเหล่านี้ในอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง และค้นหาแหล่งที่มาของโลหะหนักเหล่านี้ เพื่อลดการปนเปื้อนลงสู่น้ำทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ เพื่อให้อาหารทะเลเป็นอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหารสำหรับการบริโภคต่อไป

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1657


“ฟ้าทะลายโจร” สมุนไพรที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นันทนิจ ผลพนา, ดร.นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการวิจัยฟ้าทะลายโจรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ราษฎรอย่างแท้จริงศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และทรงมอบหมายพระนโยบายให้สถาบันทำโครงการเพื่อสนองพระราชประสงค์ โดยมอบหมายให้สำนักวิจัย/วิชาการ ซึ่งขณะนั้นกำลังจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพสตรีโดยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขอรับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สำนักวิจัย/วิชาการ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนายาสมุนไพรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีพื้นที่โครงการอยู่ที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ของสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โครงการเพิ่มศักยภาพสตรีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือ

  1. สาธิตและฝึกอบรมการปลูกสมุนไพรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มสตรีเพื่อทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ จัดเวรกันดูแลสมุนไพร ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น และไพล
  2. การเก็บเกี่ยวสมุนไพรและวิธีการอบแห้งที่สะอาดเพื่อบรรจุส่งขายให้โรงพยาบาลที่ใช้สมุนไพร
  3. การเตรียมทำยาสมุนไพรที่ปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน
  4. การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพร
  5. กิจกรรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการทำบัญชีครัวเรือน

หลังจากจบโครงการ 4 ปี การประเมินผลพบว่า สตรีในหมู่บ้านมีความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ และมีการนำไปใช้ประโยชน์ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งซึ่งมีรายได้ดีกว่าปลูกสมุนไพรเนื่องจากการใช้ยาสมุนไพรยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน สำหรับการปลูกฟ้าทะลายโจรในระยะแรกนั้น เป็นการปลูกเพื่อส่งตัวอย่างฟ้าทะลายโจรให้ห้องปฏิบัติการวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เพื่อทำการศึกษาวิจัย ฟ้าทะลายโจรมีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศโซนยุโรปเพื่อรักษาไข้หวัด สถาบันฯ จึงได้ทำการศึกษาในแง่มุมต่างๆ เพิ่มเติม


สรุปผลการวิจัยที่ผ่านมา
ได้ดังนี้


1. การพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์และควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์

                ในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรปัจจัยสำคัญคือ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพราะสมุนไพรที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ จะต้องมีการเพาะปลูก ซึ่งสารสำคัญออกฤทธิ์จะแปรปรวนไปตามระยะเวลาการเก็บเกี่ยว คุณสมบัติของดินและน้ำ ซึ่งในการวิจัยพื้นฐานเบื้องต้น สถาบันได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญและการสกัดที่ให้ได้สารบริสุทธิ์ เพื่อนำมาใช้เป็นสารมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ปลูกได้ในแต่ละครั้ง จากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสารออกฤทธิ์ ทำให้ทราบปริมาณสารออกฤทธิ์ในยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแต่ละแคปซูลที่ผู้บริโภครับประทาน และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่วางจำหน่ายมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานกล่าวคือ ไม่ได้ผลิตในโรงงานผลิตยาที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ทำให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์เป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงงานที่ได้มาตรฐานจะมีการฉายรังสี เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนออกจำหน่าย ซึ่งสถาบันได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ก่อนและหลังการฉายรังสี จะพบว่าปริมาณสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รูปที่ 1 การเจริญเติบโตของฟ้าทะลายโจรในระยะต่าง ๆ

2. อาการไม่พึงประสงค์

                แพทย์แผนไทยบางท่านได้กล่าวว่า ไม่นิยมใช้ฟ้าทะลายโจร เนื่องจากอาจทำให้ความดันเลือดลดลงได้ เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน ทางสถาบันจึงได้ทำการศึกษาวิจัยและค้นพบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและสารสำคัญบริสุทธิ์บางชนิดอาจทำให้ความดันเลือดลดลงในสัตว์ทดลองได้ นอกจากนี้จากการวิจัยเพื่อดูสภาพความคงตัวของสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรได้พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญอย่างน้อย 4 ชนิด ที่พบปริมาณมากคือ Andrographolide (AP1) และสารออกฤทธิ์ที่มีปริมาณน้อยคือ 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3), 14-Deoxyandrographolide (AP6) และ Neoandrographolide (AP4)

                จากการนำตัวอย่างฟ้าทะลายโจร (ผงสมุนไพรหยาบและสารสกัด) มาทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณสารสำคัญตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษ (ในการเก็บรักษาสมุนไพร) พบว่า ปริมาณของสาร AP1 จะลดลงเล็กน้อย และสาร AP3 จะเพิ่มขึ้น ซึ่งสาร AP3 นี้จะมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ดีกว่าสารอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของความดันเลือดลดลงได้

                สถาบันยังได้ทำการทดลองโดยการเหนี่ยวนำให้หนูมีความดันเลือดสูงด้วยการป้อนสารแคดเมียมคลอไรด์ แล้วให้สาร AP3 แก่หนู พบว่า ทำให้หนูมีความดันเลือดลดลงได้ ดังนั้นการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่หมดอายุหรือผลิตไว้นานมากกว่า 12-18 เดือน อาจจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ที่ใช้ยาเกิดความดันเลือดลดลง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และมีประวัติควบคุมความดันเลือดด้วยยาแผนปัจจุบัน ทำต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมากขึ้น

                นอกจากนี้ จากการศึกษาวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยทำการศึกษาความปลอดภัยจากการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในอาสาสมัครปกติ พบว่า อาสาสมัครปกติ ชาย 10 คน หญิง 10 คน ที่ได้รับยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาโรคหวัด (มื้อละ 4 แคปซูล, วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร รวม 12 แคปซูลต่อวัน เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน) มีความดันเลือดลดลงเล็กน้อยเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ไม่มีความแตกต่างจากตอนเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. การศึกษาทางเภสัชวิทยา

                สถาบันได้ทำการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรและสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจร พบว่า มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลอง ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดในหลอดทดลอง การศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งตับและท่อน้ำดีในหลอดทดลอง และทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของการรับประทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในอาสาสมัครปกติ และขณะนี้กำลังทำการศึกษาพิษวิทยาของสารสกัดต้นอ่อนฟ้าทะลายโจร เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนการนำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีต่อไป ผลงานวิจัยต่างๆ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                นอกจากนี้ จากข่าวกรณีพบอาการไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการใช้ฟ้าทะลายโจรที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่กี่วันนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับการใช้ยาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร หรือยาแผนปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้เพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น แต่มิได้หมายความว่ายาชนิดนั้นๆ จะไม่สามารถนำมาใช้ได้

                ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในต่างประเทศ ในการรักษาโรคหวัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้เฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ลดไข้ ลดน้ำมูก เป็นต้น ผู้ที่เคยใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอยู่และไม่มีอาการแพ้ก็สามารถที่จะใช้ได้ต่อไป และควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยา และข้อสำคัญ คือ ควรเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพและไม่เก็บไว้นานมาก หรือหมดอายุแล้ว

                หากหน่วยงานหรือผู้ผลิตฟ้าทะลายโจรรายใดต้องการทราบปริมาณสารออกฤทธิ์ในวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ ทางสถาบันยินดีให้บริการตรวจสอบคุณภาพฟ้าทะลายโจร ซึ่งจะทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด โดยใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) สามารถติดต่อ คุณปิยพล มั่นปิยมิตร สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (เบอร์ติดต่อ 0 2553 8570)

ผลงานวิจัยตีพิมพ์

  1. Pholphana N, Rangkadilok N, Thongnest S, Ruchirawat S, Ruchirawat M, Satayavivad J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem Anal. 2004, 15(6): 365-71.
  2. Thisoda P, Rangkadilok N, Pholphana N, Worasuttayangkurn L, Ruchirawat S, Satayavivad J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur J Pharmacol. 2006, 553(1-3): 39-45.
  3. Yoopan N, Thisoda P, Rangkadilok N, Sahasitiwat S, Pholphana N, Ruchirawat S, Satayavivad J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007, 73(6): 503-11.
  4. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata Nees. Proceedings of The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact, August 16-20, 2004, PC-09, Vol. II, p.57.
  5. Suriyo T, Pholphana N, Rangkadilok N, Thiantanawat A, Watcharasit P, Satayavivad J. Andrographis paniculata extracts and major constituent diterpenoids inhibit growth of intrahepatic cholangiocarcinoma cells by inducing cell cycle arrest and apoptosis. Planta Med. 2014 May;80(7):533-43.
  6. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Satayavivad J. A simple and sensitive LC-MS/MS method for determination of four major active diterpenoids from Andrographis paniculata in human plasma and its application to a pilot study. Planta Med. 2016 Jan;82(1-02):113-20.
  7. Pholphana N, Rangkadilok N, Saehun J, Ritruechai S, Satayavivad J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin Med. 2013 Jan 15;8(1):2.
  8. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Songvut P, Satayavivad J. Andrographis paniculata: Dissolution investigation and pharmacokinetic studies of four major active diterpenoids after multiple oral dose administration in healthy Thai volunteers. (submitted to Journal of Ethnopharmacology)
  9. อนุสิทธิบัตร: ชื่อการประดิษฐ์ เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees., Acanthaceae) และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ อนุสิทธิบัตร เลขที่ 1862 วันที่ 28 มิถุนายน 2548
  10. อนุสิทธิบัตร: ชื่อการประดิษฐ์ เรื่อง กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees., Acanthaceae), องค์ประกอบทางเภสัชกรรมของสารสกัดดังกล่าว และการใช้สารสกัดดังกล่าวสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หรือยาลดความดันโลหิต หรือยาที่ใช้รักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือยารักษาโรคมะเร็งต่างๆโดยเฉพาะที่ตับและท่อน้ำดีอนุสิทธิบัตร เลขที่ 10961 วันที่ 4 มกราคม 2559

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1807


ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) – ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา และรศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees) เป็นสมุนไพรที่ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข มีข้อบ่งใช้ คือ แก้ไข้ เจ็บคอ รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ โดยใช้เป็นแคปซูล/ยาเม็ด/ยาเม็ดลูกกลอน ที่บรรจุผงฟ้าทะลายโจรอบแห้งปริมาณต่างๆกัน ปัจจุบันมีสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในท้องตลาดทั้งที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และในลักษณะผลิตภัณฑ์จากชุมชน (OTOP) เพื่อใช้ในบรรเทาอาการหวัดเจ็บคอ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารอย่างแพร่หลายจากรายงานผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สรุปได้ว่า สารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย เช่น ฤทธิ์ต้านไวรัส HIV1 ไข้หวัด (common cold)2 ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย3 กระตุ้นภูมิคุ้มกัน4 ลดความดันเลือด5,6 ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด7 ป้องกันความเป็นพิษของตับ8 ลดไข้และต้านการอักเสบ9,10 และฆ่าเชื้อมาลาเรีย11 เป็นต้น

                ได้มีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วย 158 คน ที่ประเทศชิลี เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลของสารสกัดฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการอันเนื่องจากหวัด (common cold) พบว่า ในวันที่ 4 ของการให้ยา สารสกัดใบฟ้าทะลายโจรขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดอาการรุนแรงของโรคอันเนื่องจากหวัด เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดหัว น้ำมูกไหล ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาหลอก2 จากการศึกษาโดยนักวิจัยในประเทศไทย (Thamlikitkul et al., 1991) ในผู้ป่วยที่มีอาการ pharyngotonsilitis 152 คน ที่ได้รับยาพาราเซตามอล หรือฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัมต่อวัน หรือฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน พบว่า ในเวลา 3 วันแรก กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาดสูง 6 กรัมต่อวัน มีผลช่วยลดอาการไข้และอาการเจ็บคอได้ 80-90% แต่เมื่อถึงวันที่ 7 ไม่พบความแตกต่างในทั้ง 3 กลุ่ม9 แต่อย่างไรก็ตาม สารสำคัญที่มีอยู่ในฟ้าทะลายโจรจะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทราบปริมาณสารสำคัญที่จะนำไปใช้ เพื่อให้การใช้ป้องกันและรักษาโรคแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสมกับสารสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆซึ่งจะทำให้การนำไปใช้มีประสิทธิภาพดี กล่าวคือ ป้องกันและรักษาโรคได้ มีอาการข้างเคียงน้อย และราคาถูกปัจจุบันมีการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อใช้ผลิตเป็นยาใช้ในโรงพยาบาล ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นต้น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้เริ่มทำการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในโครงการทับทิมสยาม 05 ที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว โดยเป็นโครงการนำร่องเพื่อสอนให้ชาวบ้านมีทักษะในการปลูกสมุนไพรแบบเกษตรอินทรีย์ และรับซื้อผลผลิตจากชุมชนดังกล่าวมาทำการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการของสถาบันฯ เพื่อหามูลค่าเพิ่มของสมุนไพรนี้ต่อไป

                ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 30-60 ซม. ลำต้นตั้งตรงกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 4-10 ซม. โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ก้านใบยาว 2-8 มม. ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่งและซอกใบ ช่อโปร่งยาว 5-30 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกสีขาวแกมม่วง มีขน กลีบเลี้ยงโคนติดกัน ผลเป็นฝัก รูปทรงกระบอก สีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกดีดเมล็ดออกมา มีเมล็ด 8-14 เมล็ด ขนาดเล็ก สีน้ำตาลแดง ใช้เมล็ดขยายพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดฟ้าทะลายโจรมีเปลือกหุ้มหนาและแข็ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการงอก นอกจากนี้เมล็ดยังมีการพักตัว จึงควรแก้การพักตัวของเมล็ดก่อนนำไปเพาะหรือก่อนการปลูก12


แหล่งกระจายพันธุ์:
ฟ้าทะลายโจรมีเขตการกระจายพันธุ์ และเขตการเพาะปลูกได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้น

ชื่อวิทยาศาสตร์: Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae)

ชื่ออื่น:
ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน

ลักษณะพืช:


การเพาะปลูก:
เป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ฤดูที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง ถ้าปลูกในพื้นที่กลางแจ้งจะมีลำต้นเตี้ยและใบหนา ส่วนในที่ร่มลำต้นจะสูงใบใหญ่แต่บาง พื้นที่ปลูกจึงควรเป็นที่โล่งแจ้ง หรือมีแสงรำไรและมีน้ำอุดมสมบูรณ์


ส่วนที่ใช้ประโยชน์:
ส่วนเหนือดิน (ทั้งต้น)


สารสำคัญ

                สารสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone เช่น สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) นีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide) ดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide) และดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide) เป็นต้น ซึ่งมีสูตรโครงสร้างทางเคมี ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 สูตรโครงสร้างของสารสำคัญที่พบในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร

งานวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์


1. การศึกษาด้านพฤกษเคมี

                ในระยะแรกการศึกษาทางเคมีของฟ้าทะลายโจร คือ ทำการวิเคราะห์หาปริมาณแลคโตนรวม ซึ่งทำได้โดย นำผงสมุนไพรบดละเอียดมาทำการสกัดด้วยเอธานอล (reflux) จากนั้นนำสารละลายไปทำปฏิกิริยากับสารเคมีต่างๆหลายขั้นตอน และขั้นสุดท้ายไตเตรทกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ตามข้อกำหนดของ Thai Herbal Pharmacopoeia I จะกำหนดให้วัตถุดิบส่วนเหนือดินของฟ้าทะลายโจร มีปริมาณ Total lactone ไม่น้อยกว่า 6% โดยคำนวณเป็น andrographolide

                ต่อมาสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณของสารสำคัญชนิดต่างๆในฟ้าทะลายโจร โดยการใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ซึ่งตอนเริ่มต้นสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรได้ 3 ชนิด ได้แก่ สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide-AP1), ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide-AP3) และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide-AP4) โดยใช้เมทธานอลเป็นตัวทำละลาย ซึ่งวิธีวิเคราะห์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Phytochemical Analysis ในปี 2004 โดย Pholphana et al.13 ซึ่งการวิธีวิเคราะห์นี้เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ได้จากการฉีดสารตัวอย่างสมุนไพรครั้งเดียว และได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรวิธีการเตรียมสารสกัดและวิธีการวิเคราะห์แล้ว (อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1862 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548)14 แต่ปัญหาอีกอย่างของการวิเคราะห์สมุนไพรก็คือ การขาดแคลนสารมาตรฐานที่จะใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีราคาแพง และบางชนิดไม่มีจำหน่าย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงได้ทำการสกัดและแยกสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้จากฟ้าทะลายโจรขึ้นเอง โดย ศ.ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ และคณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชเคมี ทำให้ได้สารที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 95% และสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด ได้ถูกนำมาใช้เป็นสารมาตรฐานในการควบคุณภาพตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและสารสกัดฟ้าทะลายโจรก่อนนำไปทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อไป แต่ต่อมาทางสถาบันฯสามารถที่จะแยกสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจรได้อีก 1 ชนิด คือ สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide-AP6) ซึ่งเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งในฟ้าทะลายโจร และได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเดิมเพื่อให้สามารถแยกสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบสารสำคัญในตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดังแสดงในรูปที่ 2 วิธีการตรวจวิเคราะห์นี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ปี 2013 ในวารสาร Chinese Medicine15

รูปที่ 2 รูปแบบสารสำคัญในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอาศัยการตรวจวัด โดยใช้เทคนิค HPLC

2. การศึกษาด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ โดยสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่นำมาทดสอบนั้น จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในสารสกัดก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ทราบปริมาณสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ที่แน่นอน สารสกัดที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดน้ำที่ทำเป็นผงแห้งแล้ว โดยใช้เครื่องทำให้เป็นผงแห้งโดยใช้ความร้อน (Spray Dryer)

2.1 ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ

                สถาบันฯได้ทำการทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรด้วยวิธี DPPH assay พบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับปานกลาง โดยมีค่า SC50 (ค่าที่กำจัดอนุมูลอิสระได้ 50%) เท่ากับ 75-78 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

2.2 ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

                ทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphyloccus aureus ATCC 25923 ของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร โดยใช้วิธี Broth Macrodilution Method ผลการทดลอง พบว่า ค่า MIC (Minimum Inhibition Concentration-ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อได้) เท่ากับ 32 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

2.3 ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลอง

                ศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum (94) ในหลอดทดลองของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร ผลการทดลอง พบว่า มีค่า IC50 (Inhibition Concentration–ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ 50%) เท่ากับ 418.25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ และสารบริสุทธิ์ AP1 (Andrographolide) และ AP3 (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide) ให้ผลดีกว่า AP4(Neoandrographolide)

2.4 ฤทธิ์ในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

                ในการศึกษาวิจัยนี้ได้ทำการทดสอบฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด ที่มีอยู่ในฟ้าทะลายโจรและสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย Thrombin ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่า 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่า andrographolide (AP1) ในขณะที่ neoandrographolide (AP4) ไม่มีผล นอกจากนี้สารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรก็มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ European Journal of Pharmacology ในปี 2549 โดย Thisoda et al.7

2.5 ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

                เนื่องจากมีรายงานว่า สาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี ดังนั้นทางสถาบันฯจึงได้ทำการศึกษาว่าสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรจะมีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดและหัวใจในสัตว์ทดลองแตกต่างกันหรือไม่ จากผลการทดลอง พบว่า 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3 สูงจะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดีกว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มี AP3ต่ำกว่า จากผลการทดลองนี้บ่งชี้เตือนได้ว่า ผู้บริโภคที่ได้รับฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญ AP3 สูง อาจทำให้เกิดอาการของความดันเลือดต่ำได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้ฟ้าทะลายโจรด้วย ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Planta Medica ในปี 2550 โดย Yoopan et al.6

2.6 ฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง

                สถาบันฯได้ทำการศึกษาฤทธิ์ในการต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็งสมอง SK-N-SH ของสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้แก่ AP1, AP3 และ AP4 ในหลอดทดลอง ซึ่งผลการทดลองพบว่า สารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ มีฤทธิ์ในการต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งสมองได้ โดยมีฤทธิ์เรียงจากมากไปน้อย คือ AP1, AP3AP4 จากนั้นได้ทำการศึกษากลไกระดับโมเลกุลของสารทั้ง 3 ชนิดนี้ในการต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง พบว่า สารนี้ไปยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์ที่ระยะ G1/S phase และกระตุ้นให้เซลล์ตายด้วยขบวนการอะพรอพโธสีส (Apoptosis) ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในงานประชุม The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact ที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 16-20 สิงหาคม 2547 (Thiantanawat et al.)16

                ส่วนการศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของผงฟ้าทะลายโจรในหนูขาว 2 เพศ17 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยให้ยาในขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม (เทียบเท่ากับ 1, 10 และ 20 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน – 6 กรัมต่อวัน) พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญเติบโตปกติ ไม่พบความผิดปกติทางโลหิตวิทยาหรือชีวเคมีของเลือด รวมทั้งลักษณะภายนอกหรือน้ำหนักของอวัยวะภายใน จุลพยาธิสภาพของอวัยวะภายในบางอวัยวะ ผลการทดลองสรุปได้ว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาในคนนั้น มีความปลอดภัยสูง


การควบคุมคุณภาพสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและผลิตภัณฑ์

                การออกฤทธิ์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลที่เพาะปลูก แหล่งที่ปลูก และระยะเวลาเก็บเกี่ยว ตลอดจนระยะเวลาการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของความแปรปรวนของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ทำให้ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้นั้น รักษาโรคได้ผลการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้ดีในทุกๆครั้งที่นำมาใช้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญแต่ละชนิดในวัตถุดิบที่จะนำมาใช้เตรียมผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทุกครั้ง

                สถาบันฯได้ทำการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด พบว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดในผลิตภัณฑ์มาก (รูปที่ 3) แต่ทุกผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีสาร andrographolide (AP1) สูงที่สุด รองลงมา คือ 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) ในขณะที่มีสาร neoandrographolide (AP4) ต่ำที่สุด และใบก็จะมีสารสำคัญสูงกว่าในก้าน จากรูปที่ 3 จะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรบางตัวอย่าง จะมีปริมาณสาร AP3 สูงมาก เช่น ตัวอย่างที่ 01, 08, 13 และ 15 เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการลดไข้ แก้เจ็บคอ ก็อาจจะมีผลข้างเคียง คือ มีความดันเลือดต่ำลง ทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนได้

รูปที่ 3 ความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่มีขายในท้องตลาด

                นอกจากนี้ทางสถาบันฯยังได้ทำการศึกษาความคงตัวของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ในผงสมุนไพรที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง13 พบว่า สาร andrographolide (AP1) ค่อนข้างคงที่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เก็บรักษา ในขณะที่สาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บรักษา และสาร neoandrographolide (AP4) เปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆ ซึ่งถ้าดูจากผลของการเปลี่ยนแปลงสารแลคโตนรวม จะพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของสารแลคโตนรวมน้อยมาก จึงไม่สามารถบอกได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ใช้อยู่นี้ จะยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3สูงขึ้น ก็อาจจะรักษาโรคที่สาร AP3 มีฤทธิ์ที่ดีที่สุด เช่น ช่วยลดความดันเลือด เป็นต้น แต่ถ้าต้องการใช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับลดไข้ แก้เจ็บคอเท่านั้น การนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตไว้นานแล้วมาใช้ ก็อาจทำให้ได้รับสาร AP3 สูงตามไปด้วย ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงเกี่ยวกับการลดลงของความดันเลือดที่ไม่พึงประสงค์ได้

                จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรทั้ง 4 ชนิดนี้ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างกัน และยังมีการเปลี่ยนแปลงของสารระหว่างการเก็บรักษาเกิดขึ้นได้ด้วย ดังนั้นวิธีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของสมุนไพรนี้ จึงจำเป็นจะต้องเป็นวิธีที่สามารถวิเคราะห์ปริมาณสารทั้ง 4 ชนิดได้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

ข้อบ่งใช้ในปัจจุบันและอนาคต

                ปัจจุบันในบัญชียาจากสมุนไพร ปี 2549 ได้แบ่งยาจากสมุนไพรเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เดิม เช่น ยาหอมนวโกฐ ยาประสะมะแว้ง ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เป็นต้น ส่วนชนิดที่ 2 คือ บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร ได้แก่ ขมิ้นชัน ขิง ชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจร บัวบก พริก ไพล เป็นต้น ในบัญชียาจากสมุนไพรนี้ได้ระบุข้อบ่งใช้ของฟ้าทะลายโจรว่า ใช้รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ รักษาอาการเจ็บคอ (pharyngotonsillitis) บรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น

                รูปแบบและความแรง แคปซูล /ยาเม็ด/ ยาลูกกลอน ที่บรรจุผงฟ้าทะลายโจรอบแห้ง 250, 300 และ 350 มก.

                ขนาดและวิธีใช้: (รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ) ครั้งละ 0.5-2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ใช้รักษาไม่เกิน 2 วัน, (รักษาอาการเจ็บคอ) วันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ใช้รักษาไม่เกิน 7 วัน

                นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก เช่น การเลี้ยงไก่ เป็นต้น เนื่องจากการเลี้ยงไก่ส่วนใหญ่จะมีการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้มีการตกค้างของสารเหล่านี้ในเนื้อไก่ได้ และอาจจะทำให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลอดจนการส่งออกเนื้อไก่ของประเทศไทย ดังนั้นจึงได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้ โดยได้มีการนำฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณแก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้ท้องเสีย ไปผสมร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่น ไพล ให้ไก่กิน เพื่อป้องกันและรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้มีอัตราการสูญเสียจากไก่ป่วยและตายลดลง สาโรชและคณะ (2547)18 ได้รายงานว่า ไก่เนื้อที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมฟ้าทะลายโจรขนาด 0.05-0.1% ของอาหาร จนถึงอายุ 6 สัปดาห์ ไก่จะมีน้ำหนักตัวเทียบได้กับกลุ่มเสริมยาปฏิชีวนะ แต่จะมีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงกว่า และในไก่ไข่ ไก่ที่ได้รับฟ้าทะลายโจรผง 0.05-0.1% ของอาหาร ก็มีแนวโน้มผลิตไข่ดกกว่าและไข่มีคุณภาพภายในดีกว่ากลุ่มควบคุม จะเห็นได้ว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้ผลที่ดีในสัตว์เช่นเดียวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ จึงน่าที่จะนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะได้ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมและปัญหาการตกค้างของยาในเนื้อสัตว์ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์ได้ เนื่องจากสมุนไพรที่ใช้มีความเป็นพิษต่ำ ราคาถูก และหาได้ง่ายเพราะสามารถปลูกได้เองในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามควรจะมีการศึกษาถึงสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรที่อาจตกค้างในเนื้อสัตว์และอาจมีผลต่อผู้บริโภคได้ และยังต้องศึกษาถึงการยอมรับของผู้บริโภคในแง่ของกลิ่นและรสชาติของเนื้อสัตว์ที่อาจจะแตกต่างออกไปด้วย

บทสรุป

                สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสารสำคัญแต่ละชนิดที่มีอยู่ในสมุนไพร ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทั้งในรูปแบบของผงแห้งบรรจุแคปซูล ลูกกลอน ยาเม็ด รวมไปถึงการเตรียมให้อยู่ในรูปสารสกัดฟ้าทะลายโจร เนื่องจากมีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไป จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีฤทธิ์ไม่เท่ากันเมื่อใช้ในขนาดของยาที่เท่ากัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้อย่างเหมาะสม ซึ่งวิธีการนี้จะต้องสามารถหารูปแบบของสารสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้แน่นอนเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับมาใช้อีก จะยังให้ฤทธิ์ในการรักษาในทุกๆครั้งเหมือนเช่นเดิม และไม่มีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้สมุนไพรนี้

เอกสารอ้างอิง

Calabrese, C., Berman, S.H., Babish, J.G., Ma, X., Shinto, L., Dorr, M., Wells, K., Wenner, C.A., Standish, L.J. A phase I trial of andrographolide in HIV positive patients and normal volunteers. Phytother. Res. 2000, 14, 333-338.

  1. Cáceres, D.D., Hancke, J.L., Burgos, R.A., Sandberg, F., Wikman, G.K. Use of visual analogue scale measurements (VAS) to asses the effectiveness of standardized Andrographis paniculata extract SHA-10 in reducing the symptoms of common cold. A randomized double blind-placebo study. Phytomedicine. 1999, 6, 217-223.
  2. Zaidan, M.R., Noor, A., Badrul, A.R., Adlin, A., Norazah, A., Zakiah, I. In vitro screening of five local medicinal plants for antibacterial activity using disc diffusion method. Trop. Biomed. 2005, 22, 165-170.
  3. Puri, A., Saxena, R., Saxena, R.P., Saxena, K.C., Srivastava, V., Tandon, J.S. Immunostimulant agents from Andrographis paniculata. J. Nat. Prod. 1993, 56, 995–999.
  4. Zhang, C.Y., Tan, B.K.H. Hypotensive activity of aqueous extract of Andrographis paniculata in rats. Clin. Exp. Pharmacol. Physiol. 1996, 23, 675–678.
  5. Yoopan, N., Thisoda, P., Rangkadilok, N.,Sahasitiwat, S., Pholphana, N., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007, 73, 503-511.
  6. Thisoda, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Worasuttayangkurn, L., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur. J. Pharmacol. 2006. 553, 39-45.
  7. Kapil, A., Koul, I.B., Banerjee, S.K., Gupta, B.D. Antihepatotoxic effects of major diterpenoid constituents of Andrographis paniculata. Biochem. Pharmacol. 1993, 46, 182-185
  8. Thamlikitkul, V., Dechatiwongse, T., Theerapong, S., Chantrakul, C., Boonroj, P., Punkrut, W., Ekpalakorn, W., Boontaeng, N., Taechaiya, S., Petcharoen. S., et al. Efficacy of Andrographis paniculata. Nees for pharyngotonsillitis in adults. J. Med. Assoc. Thai. 1991, 74, 437-442.
  9. Sheeja, K., Shihab, P.K., Kuttan, G. Antioxidant and anti-inflammatory activities of the plant Andrographis paniculata Nees. Immunopharmacol. Immunotoxicol. 2006, 28, 129-140.
  10. Misra, P., Pal, N.L., Guru, P.Y., Katiyar, J.C., Srivastava, V., Tandon, J.S. Antimalarial activity of Andrographis paniculata (Kalmegh) against Plasmodium berghei NK 65 in Mastomys natatensis. Int. J. Pharmacog. 1992, 30, 263–274.
  11. Thai Herbal Pharmacopoeia. 1995. Vol. 1. Prachachon Co., Ltd., Bangkok. p. 24-31.
  12. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thongnest, S., Ruchirawat, S., Ruchirawat, M., Satayavivad, J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem. Anal. 2004, 15, 365-371.
  13. อนุสิทธิบัตร เลขที่ 1862 เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ ออกให้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548
  14. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Saehun, J., Ritruechai, S., Satayavivad, J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin. Med. 2013, 8(1), 2.
  15. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata Nees. Proceedings of The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact, August 16-20, 2004, PC-09, Vol. II, p.57.
  16. นาถฤดี สิทธิสมวงศ์, เจษฎา เพ็งชะตา, ทรงพล ชีวพัฒน์ และคณะ. พิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้องรังของฟ้าทะลายโจร. ไทยเภสัชสาร. 2532, 14, 109-118.
  17. สาโรช ค้าเจริญ, บังอร ศรีพานิชกุลชัย, เยาวมาลย์ ค้าเจริญ, คมกริช พิมพ์ภักดี, พิชญ์รัตน์ แสนไชยสุริยา. การศึกษาและพัฒนาการผลิตและการใช้สมุนไพรกระเทียม ฟ้าทะลายโจร และขมิ้นชันทดแทนสารต้านจุลชีพและสารสังเคราะห์เติมอาหารไก่และสุกร. การประชุม เรื่อง สมุนไพรไทย โอกาสและทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ ครั้งที่ 2 วันที่ 15-16 มกราคม 2547. หน้า 145-161.


กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ ศ.ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ และคณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชเคมี ที่เอื้อเฟื้อสารบริสุทธิ์ที่แยกจากฟ้าทะลายโจร สำหรับใช้เป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์ และนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยาที่ร่วมงานทุกท่าน สำหรับตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ทดสอบในงานวิจัยของสถาบันฯ ได้มาจากหมู่บ้านทับทิมสยาม 05 (จังหวัดสระแก้ว) และบางส่วนได้รับความอนุเคราะห์จากคุณลิขิตและคุณวรรณี สูจิฆระ (สวนสมุนไพร จังหวัดราชบุรี) ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1818


ถั่วเหลืองในประเทศไทยและสารไกลโฟเสท

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์*
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ถั่วเหลืองจัดเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดีจากพืชซึ่งมีราคาถูก และให้ผลดีต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับโปรตีนจากสัตว์หลายชนิด ในถั่วเหลืองจะมีน้ำมัน 20% และมีโปรตีน 40% โดยน้ำหนัก ส่วนที่เหลือจะเป็นคาร์โบไฮเดรต 35% น้ำมันจากถั่วเหลืองจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) ต่อร่างกาย ได้แก่ กรดลิโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 (omega-3 fatty acid) และกรดลิโนเลนิก (linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-6 (omega-6 fatty acid) ในปริมาณสูง ซึ่งสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ผิวหนัง และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก จึงเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี (vitamin E) ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำมัน และมีสารเลซิทิน (lecithin) และสารไฟโตอีสโทรเจน (phytoestrogen) ซึ่งไฟโตอีสโตรเจนที่พบมากในถั่วเหลือง ที่สำคัญคือ ไดซีน (daidzein) และจีนิสทีน (genistein) และเนื่องจากมีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นสูง ถั่วเหลืองจึงสามารถนำมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลายชนิด เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน เช่น โปรตีนเกษตร โปรตีนถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากถั่วเหลือง เช่น ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ถั่วเน่า เป็นต้น (ถั่วเหลือง จากวิกิพีเดีย; จากศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร)

                ถั่วเหลืองนับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของกลุ่มโรงงานผลิตน้ำมันถั่วเหลือง โรงงานผลิตนมถั่วเหลือง รวมทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จึงทำให้ไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองปริมาณมากในแต่ละปี ซึ่งจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศและเกือบทั้งหมดประมาณ 80% จะนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งจะเป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ (GMOs – Genetically Modified Organisms) เกือบทั้งหมด GMOs หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (ยีน) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม (เทคนิคการตัดต่อยีน) ในพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เพื่อให้มีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการ สำหรับถั่วเหลือง GMOs ได้รับการดัดแปรพันธุกรรมเพื่อให้ต้านทานยากำจัดวัชพืชประเภทไกลโฟเสท (glyphosate) ซึ่งถั่วเหลือง GMOs นี้ได้รับการปลูกเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา

                สำหรับในประเทศไทยไม่มีการอนุญาตนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองหรือปลูกถั่วเหลือง GMOs ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพื่อทดลองหรือทำการวิจัยในหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้อนุญาตให้นำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพด โดยนำเข้าถั่วเหลืองจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา ซึ่งถั่วเหลืองที่นำเข้าจาก 2 ประเทศนี้ เป็นพืช GMOs 100% ถั่วเหลืองที่นำเข้ามาจะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองสำหรับการบริโภค เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว และกากถั่วเหลืองก็จะเอาไปทำอาหารสัตว์ในการ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เป็นต้น

                จากข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 เรื่อง “แฉ ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ตัวก่อ 22 โรคร้าย” ได้รายงานว่า มีการศึกษาใน ปี ค.ศ. 2014 ของคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มมีการใช้ถั่วเหลือง GMOs อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1996 จนถึงปัจจุบันมีความสอดคล้องกับการเกิดโรคสมัยใหม่ 22 กลุ่มโรคเพิ่มขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง อัลไซเมอร์ สมองเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง อุจจาระร่วง ไตวาย เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า สาเหตุหลักเกิดจากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้เป็นยากำจัดวัชพืชในถั่วเหลือง GMOs

                อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาของคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาที่กล่าวถึง เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ ที่มีรายงาน โดยไม่ได้เป็นการวิจัยซึ่งมีการระบุโดยตรงว่า สารไกลโฟเสทเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ ดังกล่าว เพียงแต่เป็นการให้ข้อเสนอแนะจากการรวบรวมข้อมูลที่มีรายงานว่า สารไกลโฟเสทอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง

                นอกจากนี้ในข่าวยังระบุอีกว่า ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณมาก ได้มีการนำถั่วเหลือง GMOs ที่นำเข้าในประเทศไปทำการทดสอบ รวมทั้งน้ำมันถั่วเหลืองและซีอิ๊วขาว ซึ่งก็พบว่ามีการตกค้างของสารไกลโฟเสทในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จริงๆ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘แล้วถั่วเหลือง GMOs ที่นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อนำไปผลิตอาหารสำหรับการบริโภค จะมีการปนเปื้อนสารไกลโฟเสทบ้างหรือไม่?’ และ ‘ปริมาณที่พบยังอยู่ในค่ามาตรฐานการปนเปื้อนหรือไม่?’

                ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทำการสุ่มตัวอย่างเมล็ดถั่วเหลืองที่มีจำหน่ายในท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (24 ตัวอย่าง) รวมทั้งตัวอย่างถั่วเหลืองจากประเทศเนปาล (5 ตัวอย่าง) และกากถั่วเหลือง (2 ตัวอย่าง จากบราซิลและสหรัฐอเมริกา และ 1 ตัวอย่างจากอินเดีย) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสท โดยวิธี Derivatization กับสาร 9-Fluororenyl methyl chloro-formate (FMOC-Cl) แล้วทำการตรวจวิเคราะห์ด้วย High Performance Liquid Chromatography (Fluorescence detector) (Hogendoorn et al., 1999) ส่วนตัวอย่างกากถั่วเหลืองใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography – Mass Spectrometry (LC-MS/MS) (Botero-Coy et al., 2013) ซึ่งจะทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสทและสารเมตาโบไลท์ (Aminomethylphosphonic acid; AMPA)

                ผลที่ได้พบว่า ตัวอย่างถั่วเหลืองในประเทศไทย (24 ตัวอย่าง) มีปริมาณไกลโฟเสท 0.24-5.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ตารางที่ 1) ส่วนตัวอย่างถั่วเหลืองจากประเทศเนปาล (5 ตัวอย่าง) มีปริมาณไกลโฟเสทน้อยกว่า ซึ่งเท่ากับ 0.23-0.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อวิเคราะห์ตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างที่สุ่มมาตรวจมีตัวอย่างนมผงถั่วเหลือง 3 ตัวอย่าง (SB-08, 18, 19) ตรวจพบไกลโฟเสทประมาณ 0.58-2.22 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-19 มีปริมาณไกลโฟเสทสูงที่สุด) นอกจากนี้จากตัวอย่างที่ระบุว่าเป็นถั่วเหลืองอินทรีย์ (organic soybean; SB-03, 20) หรือ pesticide free (SB-11, 12) ตรวจพบปริมาณไกลโฟเสทในปริมาณน้อยที่สุดที่ 0.24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-12) และพบมากที่สุดเท่ากับ 1.63 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-03)

ตารางที่ 1 ปริมาณสารไกลโฟเสท ในถั่วเหลืองที่มีจำหน่ายในประเทศไทย และนำเข้าจากประเทศเนปาล

                สำหรับผลการวิเคราะห์กากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งระบุว่าเป็นตัวอย่างถั่วเหลือง GMOs 2 ตัวอย่าง พบว่า มีปริมาณไกลโฟเสทเพียง 0.12-0.98 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมี AMPA 0.16-1.50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ตารางที่ 2) ซึ่งตัวอย่างที่มีไกลโฟเสทสูงที่สุด คือ ตัวอย่างกากถั่วเหลือง GMOs จากประเทศบราซิล

ตารางที่ 2 ปริมาณสารไกลโฟเสทและ AMPA ในกากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศ

                จากการศึกษาของ Bøhn และคณะในปี ค.ศ. 2014 พบว่า ตัวอย่างถั่วเหลืองที่ได้จาก fields/sites ใน Iowa, USA ที่เป็นการปลูกแบบ organic (n=11) และ conventional (n=10) ตรวจไม่พบการตกค้างของสารไกลโฟเสทและ AMPA แต่ตัวอย่างถั่วเหลืองที่เป็น GM (n=10) ตรวจพบสารไกลโฟเสทและ AMPA ในปริมาณเฉลี่ย 3.27 (min-max 0.4-8.8) และ 5.74 (min-max 0.7-10.0) mg/kg ตามลำดับ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูง แต่อย่างไรก็ตามปริมาณรวมของสารทั้ง 2 ชนิด ก็ยังมีค่าน้อยกว่า 20 mg/kg

                จากข้อมูลที่ได้ของสถาบันฯ (ตารางที่ 1) ปริมาณไกลโฟเสทที่ตรวจพบสูงสุด คือ 5.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีตัวอย่างเพียง 4 ตัวอย่าง จาก 24 ตัวอย่าง (คิดเป็น 16.6%) ที่มีปริมาณไกลโฟเสทมากกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งปริมาณของไกลโฟเสทที่ตรวจพบในตัวอย่างถั่วเหลืองในประเทศไทยนี้ยังมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับได้ในถั่วเหลืองที่กำหนดโดยองค์กรต่างๆทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดค่า Maximum Residue Limit ไว้ที่ 20 และ 40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 Maximum residue limits (MRL) for glyphosate defined by FAO/WHO Codex (Cuhra, 2015)

                การกำหนดค่าการตกค้างของไกลโฟเสทในถั่วเหลืองได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องมาจากการผลิตถั่วเหลืองที่เป็นพืช GMOs เพื่อให้สามารถทนต่อสารไกลโฟเสทมากขึ้น จึงทำให้ถั่วเหลือง GMOs มีปริมาณการตกค้างของสารไกลโฟเสทเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาผลกระทบต่อผู้บริโภคในแง่ความปลอดภัยของการบริโภคถั่วเหลือง GMOs เหล่านี้น้อยมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

                ในขณะนี้ทางสถาบันฯ กำลังดำเนินการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสท และ AMPA ที่อาจมีการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว และเต้าเจี้ยว ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจมีการนำเข้าถั่วเหลือง GMOs มาใช้ในขบวนการผลิต จึงอาจมีการปนเปื้อนสารเหล่านี้ได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์จะรายงานให้ทราบโดยเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามควรมีการบ่งชี้ในฉลากอาหารให้ชัดเจน [ตามกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ)] ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีการใช้ถั่วเหลืองชนิด GMOs ในการผลิตผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตามต้องการ และเพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ การตรวจวิเคราะห์การตกค้างของสารไกลโฟเสท และ AMPA จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน และต้องอาศัยเทคนิคในการตรวจวิเคราะห์ที่มีความไว และความแม่นยำสูง

                หากผู้ผลิตหรือนำเข้าถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ มีความต้องการที่จะตรวจวิเคราะห์สารไกลโฟเสทในผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อมายังสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ที่ สำนักวิจัย โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8207 หรือที่ [email protected] (คุณปิยพล)

เอกสารอ้างอิง

  1. Bøhn T, Cuhra M, Traavik T, Sanden M, Fagan J, Primicerio R. Compositional differences in soybeans on the market: glyphosate accumulates in Roundup Ready GM soybeans. Food Chemistry. 2014; 153: 207-15.
  2. Botero-Coy AM, Ibáñez M, Sancho JV, Hernández F. Direct liquid chromatography-tandem mass spectrometry determination of underivatized glyphosate in rice, maize and soybean. Journal of Chromatography A. 2013; 1313:157-65.
  3. Cuhra M. Review of GMO safety assessment studies: Glyphosate residues in Roundup Ready crops is an ignored issue. Environmental Sciences Europe. 2015; 27: 20.
  4. Hogendoorn EA, Ossendrijver FM, Dijkman E, Baumann RA. Rapid determination of glyphosate in cereal samples by means of pre-column derivatisation with 9-fluorenylmethyl chloroformate and coupled-column liquid chromatography with fluorescence detection. Journal of Chromatography A. 1999; 833(1):67-73.

ที่มา: https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1903


การตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหาร

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                โลหะหนัก หมายถึง ธาตุที่มีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่าน้ำ 5 เท่า ขึ้นไป ซึ่งโลหะหนักบางชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แมงกานีส (Mn), เหล็ก (Fe), ทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn) เป็นต้น แต่โลหะหนักบางชนิดมีความเป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ปรอท (Hg), ตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) นอกจากนี้สารหนู (As) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธาตุกึ่งโลหะ (Metalloid) แต่สารหนูมีความเป็นพิษต่อร่างกาย จึงมักจะถูกรวมอยู่ในกลุ่มโลหะหนักที่มีความเป็นพิษด้วย โลหะหนักเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติ โดยอาจมาจากการทำเหมืองแร่ โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน การทำแบตเตอรี่ การใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชในการเกษตรกรรม แล้วจะถูกปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศ หากไม่มีการบริหารจัดการกากของเสียที่ดี จะทำให้เกิดการปนเปื้อนโลหะหนักเหล่านี้ในสิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนในอาหารสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่อนุญาตให้บริโภคได้อย่างปลอดภัย ถ้าคนหรือสัตว์เลี้ยงที่บริโภคอาหารและน้ำที่มีโลหะหนักปนเปื้อนเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดการสะสมและอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โลหะหนักที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานอาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท

                ห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) ได้มีการสุ่มตัวอย่างอาหารชนิดต่างๆในท้องตลาดในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งข้าวสารชนิดต่างๆและผลิตภัณฑ์จากข้าว ซีเรียล (cereals) ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ นมและอาหารเด็ก อาหารทะเล (ปลา ปลาหมึก หอย กุ้ง) สาหร่าย น้ำดื่ม รวมทั้งชาสมุนไพร มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารเหล่านี้ด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ผลการตรวจวิเคราะห์ พบว่า อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตราย ได้แก่ สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ในปริมาณที่ไม่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับได้ในอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานของประเทศต่างๆ ได้แก่ Codex Alimentarius Commission, Food Standard Australia New Zealand, European Commission และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม มีอาหารบางอย่างที่มีปริมาณโลหะหนักบางชนิดสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ได้แก่ ปริมาณสารหนูสูงในตัวอย่างข้าวสี/ข้าวกล้อง เครื่องในสัตว์ สาหร่าย และอาหารทะเล หรือ ปริมาณแคดเมียมสูงในเครื่องในสัตว์ สาหร่าย นมถั่วเหลือง และชาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งปริมาณโลหะหนักที่พบสูงในอาหารเหล่านี้ อาจมีสาเหตุมาจากวิธีการทำเกษตรกรรม การใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการปลูกพืช การปนเปื้อนของโลหะหนักในดิน น้ำ/น้ำทะเล หรือมาจากอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทำให้โลหะหนักปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ง่าย และผู้บริโภคอาจได้รับปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกายจากการบริโภคอาหารต่างๆนี้เป็นประจำ เมื่อสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย

                วิธีการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและรายงานการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นี้ ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างประเทศ จำนวน 5 ฉบับ ในวารสาร Food Additives and Contaminants: Part B (1 เรื่อง), Journal of Agricultural and Food Chemistry (3 เรื่อง) และ Archives of Environmental Contamination and Toxicology (1 เรื่อง) นอกจากนี้ข้อมูลการวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในข้าวไทยยังได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้นำข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม (Total As) และสารหนูชนิดอนินทรีย์และอินทรีย์ในข้าวไทยต่างๆของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ไปเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมประชุมกับ Codex เพื่อกำหนดค่ามาตรฐานของสารหนูอนินทรีย์ในข้าว

                ในปัจจุบันค่ามาตรฐานของ Codex ที่กำหนดปริมาณสารหนู อนินทรีย์ในข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ได้มีการปรับค่ามาตรฐานใหม่ โดยกำหนดค่าสารหนูอนินทรีย์ในข้าวขัดสีไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในข้าวสี/ข้าวกล้องไม่เกิน 0.35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

                จากผลการวิเคราะห์ของสถาบันฯพบว่า ข้าวสีหรือข้าวกล้อง เช่น หอมนิล ไรซ์เบอรี่ และสังข์หยด จะมีปริมาณสารหนูสูงกว่าข้าวขาวหรือข้าวขัดสี และมีบางตัวอย่างที่มีปริมาณสารหนูรวม (Total As) สูงมากกว่า 0.3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (ประมาณ 8-10%) และสำหรับข้าวขาวพบว่า ส่วนใหญ่มากกว่า 90% มีปริมาณสารหนูอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (<0.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) ซึ่งค่ามาตรฐานสารหนูในข้าวสีของ Codex นี้ อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยได้ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวกล้องชนิดต่างๆ จากผลการวิเคราะห์ที่ได้นี้เห็นได้ว่า การบริโภคข้าวมีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากเป็นอาหารที่มีการบริโภคเป็นปริมาณมาก โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย จึงอาจทำให้เกิดการสะสมปริมาณสารหนูในผู้บริโภคและเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้มากกว่าอาหารประเภทอื่นๆ ซึ่งถ้าหากมีการบริโภคอาหารที่มีสารหนูมากๆในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง (ในระบบทางเดินปัสสาวะและปอด) โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรือโรคผิวหนังได้ นอกจากนี้หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าข้าวสารจากประเทศไทยมีสารหนูปนเปื้อน มีบริษัทเอกชนที่ส่งออกข้าวไทยไปยังต่างประเทศที่ได้ทำการติดต่อค้าขายข้าวขาว 25% ให้กับทางรัฐวิสาหกิจ (Bulog) ของประเทศอินโดนีเซีย ได้ติดต่อขอข้อมูลปริมาณสารหนูในข้าวไทยของสถาบันฯเพื่อใช้ยืนยันว่า ข้าวขาวของไทยมีปริมาณสารหนูอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ Codex กำหนดไว้ จึงทำให้ทางประเทศอินโดนีเซียมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทยและรับซื้อข้าวจากไทย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายในอาหารชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารหนูในในข้าวไทยชนิดต่างๆ ซึ่งวิธีการตรวจวิเคราะห์นี้จะต้องเป็นวิธีที่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ วิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม (Total As) และธาตุชนิดอื่นๆในข้าวต่างๆ โดยใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ที่สถาบันฯ ได้พัฒนาขึ้น เป็นการวิเคราะห์ตัวอย่างเพียงครั้งเดียว แต่สามารถตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุได้หลายชนิด ทำให้ประหยัดเวลาและปริมาณตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์ รวมทั้งช่วยลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมด้วย สถาบันฯ จึงได้จัดตั้ง “แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ขึ้นภายใต้หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา” เพื่อดำเนินการขอรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุชนิดต่างๆในตัวอย่างข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ได้แก่ สารหนูรวม, แคดเมียม, แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก และสังกะสี

                ทั้งนี้ทางแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ได้มีการดำเนินงานในส่วนของการทำ Proficiency Testing (PT) กับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ (Thailand Institute of Scientific and technology Research; TISTR; National Metrology Institute of Japan; NMIJ, National Metrology Institute of Thailand; NMIT) จำนวน 2 ครั้ง (ปี 2557 และ 2558) ซึ่งการทำ PT นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์อาหารของห้องปฏิบัติการภายในประเทศไทย

                การทำ PT ในปี 2557 มีห้องปฏิบัติการเข้าร่วมทั้งสิ้น 42 แห่ง (มีรายงานผลการวิเคราะห์ 39 แห่ง, ได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์อาหารแล้ว 17 แห่ง, ได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับอื่นๆ 12 แห่ง, ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 10 แห่ง) ผลการทดสอบ พบว่า ในการทำ Quality control ของวิธีการทดสอบธาตุเหล่านี้ มีเพียง 3 ห้องปฏิบัติการเท่านั้น ที่ใช้สารมาตรฐาน Matrix CRM (SRM 1568a rice flour, CRM, NMIJ CRM 7503a) ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็น 1 ใน 3 ห้องปฏิบัติการที่ใช้ CRM สำหรับการเตรียมและวิเคราะห์ตัวอย่างนั้น ทั้งนี้มี 9 ห้องปฏิบัติการที่ใช้เพียง 1 วิธี ในการตรวจวิเคราะห์ธาตุทั้ง 4 ชนิดพร้อมกัน (As, Cd, Cu, Zn) และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็น 1 ใน 3 ห้องปฏิบัติการ ที่มีผลการวิเคราะห์ธาตุผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ชนิด (ค่า Z-score <2.0) ซึ่งผลจากการทำ PT ในครั้งแรกนี้ ทำให้ทราบว่า วิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์ปริมาณ Total As, Cd, Cu และ Zn ในตัวอย่างข้าวกล้องของสถาบันฯ เป็นวิธีที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของห้องปฏิบัติการอื่นๆ และจากการที่ทาง Codex กำหนดค่ามาตรฐานสารหนูในข้าวเป็นชนิดอนินทรีย์ ซึ่งจัดเป็นสารหนูที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ (Arsenosugars, Arsenonbetaine) ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการตรวจวิเคราะห์ชนิดสารหนูต่างๆ โดยเฉพาะในข้าว หรืออาหารทะเล เพื่อบ่งชี้ว่าข้าวหรืออาหารทะเลที่มีปริมาณสารหนูรวม (Total As) สูง จะมีปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์สูงด้วยหรือไม่ และในปี 2558 สถาบันฯได้ดำเนินการทำ PT กับหน่วยงานเดิม (Thailand Institute of Scientific and technology Research; TISTR; National Metrology Institute of Japan; NMIJ, National Metrology Institute of Thailand; NMIT) โดยในครั้งที่ 2 นี้ ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณ Total As, Cd, Mn, Cu, Zn รวมทั้ง Inorganic As (iAs) ซึ่งผลการทดสอบของธาตุทั้ง 5 ชนิด รวมทั้ง iAs ของสถาบันฯมีค่า Z-score อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก (<2.0) ดังนั้นแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์จึงอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อยื่นขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุชนิดต่างๆ ในตัวอย่างข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น สารหนูรวม, แคดเมียม, แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก และสังกะสี เพื่อเปิดให้บริการในการตรวจวิเคราะห์ธาตุเหล่านี้ในข้าวไทยแก่ภาครัฐและเอกชนที่ต้องการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

                หากผู้ผลิตข้าวหรือผู้ส่งออกข้าวไทยท่านใด มีความต้องการที่จะส่งตัวอย่างข้าวเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร ได้แก่ แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก, สังกะสี รวมทั้งแคดเมียม และสารหนู สามารถติดต่อมายังสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ โดยในช่วงระหว่างการยื่นขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ทางสถาบันฯจะดำเนินการตรวจวิเคราะห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จำนวน 3 ตัวอย่างต่อราย

                สามารถติดต่อขอรายละเอียดการส่งตัวอย่างได้ที่ แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8317 หรือที่ [email protected] (คุณเนตรทราย วิชกำจร)

เอกสารอ้างอิง

  1. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Satayavivad J. Determination of trace elements in herbal tea products and their infusions consumed in Thailand. J Agric Food Chem. 2006. 54(18): 6939-44.
  2. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Akib CA, Tuntiwigit N, Saehun J, Satayavivad J. Evaluation of trace elements in selected foods and dietary intake by young children in Thailand. Food Addit Contam Part B Surveill. 2013, 6(1): 55-67
  3. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Mahidol M, Promsuk G, Satayavivad J. Determination of arsenic species in rice from Thailand and other Asian countries using simple extraction and HPLC-ICP-MS analysis. J Agric Food Chem. 2013, 61(28): 6991-98.
  4. Rangkadilok N, Siripriwon P, Nookabkaew S, Suriyo T, Satayavivad J. Arsenic, cadmium, and manganese levels in shellfish from Map Ta Phut, an industrial area in Thailand, and the potential toxic effects on human cells. Arch Environ Contam Toxicol. 2015, 68(1): 169-80.
  5. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Prachoom N, Satayavivad J. Concentrations of trace elements in organic fertilizers and animal manures and feeds and cadmium contamination in herbal tea (Gynostemma pentaphyllum Makino). J Agric Food Chem. 2016, 64(16): 3119-26.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2011