เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ฟ้าทะลายโจร”

ชื่อวิทยาศาสตร์    Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์                      Acanthaceae
ชื่ออื่น                   ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน สามสิบดี คีปังฮี Kalmegh
ส่วนที่ใช้               ส่วนเหนือดิน หรือ ใบ

                ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุก สูง 30-60 ซม. ทั้งต้นมีรสขม ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปใบหอก ใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ผลเป็นฝักสีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา ใช้เมล็ดขยายพันธุ์

สารสำคัญ

                ฟ้าทะลายโจรส่วนเหนือดิน จะมีสารสำคัญจำพวก ไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide; AP1), นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide; AP4), ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide), 14-ดีออกซี-11,12-ไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide; AP3) ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันไป
ในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดี ควรจะมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็น แอนโดรกราโฟไลด์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6.0 โดยน้ำหนัก ผงสมุนไพรฟ้าทะลายโจรควรจะมีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นอ่อนและมีรสขมมาก

ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา

                การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ทางยาหลายประการ เช่น ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Husen et al., 2004; Dandu and Inamdar, 2009), ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Sheeja et al., 2006), ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง (Kumar et al., 2004), ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือแอลกอฮอล์ (Visen et al., 1993; Singha et al., 2007) เป็นต้น

งานศึกษาวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ฟ้าทะลายโจรเป็นยาแผนไทยที่ถูกบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2542 โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดข้อบ่งใช้คือ บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ แต่ในปัจจุบันตามบัญชียาหลัก ฉบับปี 2549 ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร สำหรับบรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ, บรรเทาอาการเจ็บคอและอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น จึงทำให้มีผู้นำ ฟ้าทะลายโจรมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรทำการปลูกฟ้าทะลายโจร ในพื้นที่โครงการทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว และได้นำตัวอย่างสมุนไพร ฟ้าทะลายโจรนี้มาทำการศึกษาวิจัย ดังต่อไปนี้

  • ศึกษาพัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สารสำคัญแลคโตน ในตัวอย่างฟ้าทะลายโจร เพื่อทำการแยกสารสำคัญเหล่านี้ (โดยเฉพาะ AP1, AP3 และ AP4) สำหรับนำมาเป็นสารมาตรฐาน ในการวิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพร สถาบันฯได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ ในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งจะพบว่า ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีความแปรปรวนของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดสูงมาก (รูปกราฟที่ 1) เช่น ตัวอย่างที่ 13 มีสาร AP1 สูงมาก ตัวอย่างที่ 1 มีทั้ง AP1 และ AP3 สูง ในขณะที่ตัวอย่าง 12 มีสารทั้ง 3 ชนิดต่ำที่สุด (Pholpana et al., 2004)
  • การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด neuroblastoma SK-N-SH cells ในหลอดทดลอง พบว่า AP1 มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดีกว่า AP3 และ AP4 ( AP1 > AP3 > AP4) โดย AP1 มีค่า IC50 = 4.90 µgM, AP3 มีค่า IC50= 40.69 µM และ AP4 มีค่า IC50 >100 µM (Thiantanawat et al., 2004)
  • เมื่อศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ที่ถูกกระตุ้นด้วยสาร Thrombin พบว่า สาร AP3 จะสามารถยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่า AP1 ในขณะที่ AP4 ไม่มีฤทธิ์นี้เลย นอกจากนี้ สารสกัดน้ำของ ฟ้าทะลายโจร ก็ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วย (Thisoda et al., 2006)
  • จากการศึกษาฤทธิ์ในการลดความดันเลือด พบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรและสารสำคัญ มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี และ AP3 จะเป็นสารที่ให้ฤทธิ์ดีที่สุดในการขยายหลอดเลือด และลดอัตราการเต้นของหัวใจ (Yoopan et al., 2007)

                นอกจากผลการวิจัยข้างต้นนี้แล้ว ทางสถาบันฯ ยังได้ทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium falciparum) ในหลอดทดลอง ซึ่งผลที่ได้พบว่า AP1 และ AP3 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรียได้ดี ในขณะที่ AP4 จะมีฤทธิ์น้อยมาก เมื่อทำการทดสอบสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจร พบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเรีย โดยมีค่า IC50 = 418.2 µg/ml ในขณะนี้สถาบันฯ กำลังทำการศึกษาฤทธิ์ในการป้องกันความเป็นพิษต่อตับของสารสำคัญ ในฟ้าทะลายโจร โดยที่ตับจะถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ

                นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้พัฒนา วิธีการเตรียมสารสกัดฟ้าทะลายโจรชนิดผงแห้ง ที่มีสารสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรแล้วในปี 2548 [อนุสิทธิบัตร เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae) และการใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1862 ออกให้ ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2548] และยังได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตร ในการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวและเครื่องสำอาง เช่น สบู่เหลว แชมพู เป็นต้น ซึ่งอาศัยฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ของสารสกัดฟ้าทะลายโจร [ยื่นจดอนุสิทธิบัตร 2549]

การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ
                จากการศึกษาในกลุ่มประชากรประเทศชิลี โดยให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาด 1200 มิลลิกรัม/วัน ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดเป็นเวลา 5 วัน พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร จะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และในวันที่ 4 ความรุนแรงของทุกอาการ ได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรก็ยังน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Cáceres et al., 1999)
สำหรับการศึกษาทางคลินิกในผู้ที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งกลุ่มอาการไซนัสอักเสบด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน รับประทานยา Kan Jang [ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายโจร 85 มก. (มี andrographolide 5 มก.) และสารสกัด Acanthopanax senticosus 10 มก.] ครั้งละ 4 เม็ด 3 ครั้ง/วัน กลุ่มควบคุมรับประทานยาหลอก โดยรับประทานยานาน 5 วัน วัดผลโดยให้คะแนนจากการประเมินอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกไม่สบายตัว และอาการทางตา ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมทั้งหมดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม โดยจะมีอาการปวดศีรษะ อาการทางจมูกและคอ รวมถึงความรู้สึกไม่สบายตัวลดลง ในขณะที่ยังมีไอและอาการทางตาไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อุณหภูมิในกลุ่มทดลองจะลดลงปานกลาง (Gabrielian et al., 2002)
นอกจากนี้การศึกษาเปรียบเทียบยา Kan Jang [ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานจากฟ้าทะลายโจร และยาอื่น] และ Immunal [ประกอบด้วยสารสกัดจาก Echinacea purpurea] ร่วมกับการรักษาตามปกติ ในเด็กอายุ 4-11 ปี จำนวน 130 คน ที่เป็นหวัดไม่มีอาการแทรกซ้อน เป็นเวลา 10 วัน พบว่า การให้ Kan Jang ร่วมกับการรักษาตามปกติให้ผลดีกว่า Immunal และกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการระยะแรก อาการที่เห็นได้ชัดว่าบรรเทาลง คือ ลดน้ำมูก และลดอาการบวมคั่งในจมูก และไม่พบผลข้างเคียงของการใช้ยา ส่วน Immunal ไม่มีผลการรักษาดังกล่าว (Spasov et al., 2004)
สำหรับการศึกษาในประเทศไทย วิษณุ ธรรมลิขิตกุลและคณะ ได้ทดลองเปรียบเทียบผลการรักษาอาการไข้และเจ็บคอของฟ้าทะลายโจร โดยเปรียบเทียบกับ พาราเซตามอล พบว่า กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน มีอาการไข้และการเจ็บคอลดลง ในวันที่ 3 ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล 3 กรัม/วัน แต่หลัง 7 วัน ผลการรักษาไม่ต่าง (Thamlikitkul et al., 1991)

ข้อควรระวัง (มาตรฐานสมุนไพรไทย เล่มที่ 1 เรื่อง ‘ฟ้าทะลายโจร’)

                ฟ้าทะลายโจร อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่นในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร และให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน นอกจากนี้ หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์

บทสรุป

                ในปัจจุบัน มีผู้นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้มีการอ้างอิงถึงสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรในการรักษาหรือยับยั้งอาการต่างๆ ได้ดี ทั้งจากเอกสารการวิจัยภายในประเทศ และต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการรักษาโรคนั้น ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของสมุนไพรด้วย สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรมีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิด ก็จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่แตกต่างกัน ดังนั้น เตรียมวัตถุดิบฟ้าทะลายโจร โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การแปรรูป รวมถึงการเก็บรักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ก็อาจส่งผลให้ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ในลักษณะผงหยาบ จะมีปริมาณสารสำคัญที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งก็จะทำให้ฟ้าทะลายโจรนี้ ให้ผลในการรักษาโรคไม่เหมือนกัน หรืออาจจะมีอาการข้างเคียงแตกต่างกันก็ได้ ซึ่งทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ จึงได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญต่างๆ ที่มีในฟ้าทะลายโจรที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถทราบปริมาณสารสำคัญเหล่านี้ที่แน่นอนในฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคดียิ่งขึ้น และผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้ ก็ควรจะต้องไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนัก รวมถึงยาฆ่าแมลงเกินปริมาณมาตรฐานที่กำหนดไว้ของสมุนไพรด้วย

                นอกจากนี้ การออกฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจร ยังขึ้นอยู่กับการปลดปล่อยและการดูดซึมของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร เมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกายแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรเหล่านี้ จะสามารถออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดีมากน้อยแค่ไหน การที่สารสำคัญเกิดการเปลี่ยนรูปเมื่อเข้าสู่ร่างกาย อาจส่งผลให้สารนั้น กลายเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาเลยก็ได้ ดังนั้น การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพดี จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพวัตถุดิบ สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ หรือการนำส่งยา เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

  1. มาตรฐานสมุนไพรไทยเล่มที่ 1 ฟ้าทะลายโจร โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ. 2542.
  2. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, P. Satayavivad, J. 2004. The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact. Bangkok, Thailand. August 16-20. โปสเตอร์เรื่อง “Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata NEES”.
  3. Cáceres, D.D., Hancke, J.L., Burgos, R.A., Sandberg, F., Wikman, G.K. 1999. Use of visual analogue scale measurements (VAS) to assess the effectiveness of standardized Andrographis paniculata extract SHA- 10 in reducing the symptoms of common cold. A randomized double blind-placebo study. Phytomedicine. 6(4):217-23.
  4. Dandu, A.M., Inamdar, N.M. 2009. Evaluation of beneficial effects of antioxidant properties of aqueous leaf extract of Andrographis paniculata in STZ-induced diabetes. Pak. J. Pharm. Sci. 22(1):49-52.
  5. Husen, R., Pihie, A.H., Nallappan, M. 2004. Screening for antihyperglycaemic activity in several local herbs of Malaysia. J. Ethnopharmacol. 95(2-3):205-8.
  6. Kumar, R.A., Sridevi, K., Kumar, N.V., Nanduri, S., Rajagopal, S. 2004. Anticancer and immunostimulatory compounds from Andrographis paniculata. J. Ethnopharmacol. 92(2-3): 291-5.
  7. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thongnest, S., Ruchirawat, S., Ruchirawat, M., Satayavivad, J. 2004. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem. Anal. 15(6):365-71.
  8. Sheeja, K., Shihab, P.K., Kuttan, G. 2006. Antioxidant and anti-inflammatory activities of the plant Andrographis paniculata Nees. Immunopharmacol. Immunotoxicol . 28(1):129-40.
  9. Singha, P.K., Roy , S., Dey, S. 2007. Protective activity of andrographolide and arabinogalactan proteins from Andrographis paniculata Nees. against ethanol-induced toxicity in mice. J. Ethnopharmacol. 111(1):13-21.
  10. Spasov, A.A., Ostrovskij, O.V., Chernikov, M.V., Wikman, G. 2004. Comparative controlled study of Andrographis paniculata fixed combination, Kan Jang and an Echinacea preparation as adjuvant, in the treatment of uncomplicated respiratory disease in children. Phytother. Res. 18(1):47-53.
  11. Thamlikitkul, V., Dechatiwongs, T., Chaipong, S., et al. 1999. Efficacy of Andrographis paniculata Nees. for pharyngotonsilities in adults. J. Med. Assoc. Thai. 74(10):537-42.
  12. Thisoda, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Worasuttayangkurn, L., Ruchirawat, S., Satayavivad J. 2006. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur. J. Pharmacol. 553(1-3):39-45.
  13. Gabrielian, E.S., Shukarian, A.K., Goukasova, G.I., Chandanian, G.L., Panossian, A.G., Wikman, G., Wagner, H. 2002. A double blind, placebo-controlled study of Andrographis paniculata fixed combination Kan Jang in the treatment of acute upper respiratory tract infections including sinusitis. Phytomedicine. 9(7):589-97.
  14. Visen, P.K., Shukla, B., Patnaik, G.K., Dhawan, B.N. 1993. Andrographolide protects rat hepatocytes against paracetamol-induced damage. J. Ethnopharmacol. 40(2):131-6.
  15. Yoopan, N., Thisoda, P., Rangkadilok, N., Sahasitiwat, S., Pholphana, N., Ruchirawat, S., Satayavivad J. 2007. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydro-andrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 73(6):503-11.

การควบคุมคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกและความปลอดภัยของผู้บริโภค

สุมลธา หนูคาบแก้วและ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพอันเนื่องจากการได้รับอาหารที่เกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารหนู การตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูในข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักในการบริโภคสำหรับคนไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในการวิเคราะห์หาปริมาณสารหนู (Arsenic) ในตัวอย่างต่างๆนิยมใช้วิธี Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrometry (GFAAS) ซึ่งหาปริมาณสารหนูในรูปสารหนูทั้งหมด (Total As) [1-3] แต่เนื่องจากความเป็นพิษของสารหนูขึ้นอยู่กับชนิดและรูปแบบ (species) ที่แตกต่างกันของสารหนูดังนั้นจึงมีการศึกษาหาปริมาณ species ของสารหนูโดยใช้วิธี Hydride Generation Atomic Absorption Spectrometry (HG-AAS) [4-7] ซึ่งเทคนิค HG-AAS เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างยุ่งยาก ในปัจจุบันจึงมีเทคนิคที่นิยมกันมากคือ Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูรวมถึงโลหะหนักชนิดอื่นได้ด้วย เป็นเทคนิคที่มีความไววิเคราะห์สูง (sensitivity) และสามารถวิเคราะห์ได้หลายธาตุในครั้งเดียวกัน (Multielement analysis) [8,9] และเพื่อจำแนก species ของสารหนู จึงมีการนำเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) มาต่อเข้ากับเทคนิคที่ใช้ในการตรวจวัดสารหนูคือ HG-AAS [10,11] และที่นิยมมากคือต่อเข้ากับ ICP-MS [12-14]

                ในการทำวิจัยเกี่ยวกับสารหนูในข้าวเป็นที่น่าสนใจของหลายๆกลุ่มงานวิจัยทั่วโลก (ตารางที่ 1) และวิธีที่นิยมมากที่สุดคือ HPLC-ICP-MS [15-19] โดยศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อ สารหนูในข้าว เช่น ศึกษาปริมาณ Total As ในข้าวที่มาจากการหุงข้าวด้วยวิธีที่แตกต่างกัน [20,21] พบว่า ถ้าใช้น้ำล้างข้าวสารที่มีสารหนูสูง จะมีสารหนูในข้าวสุกสูงด้วย และการหุงข้าวด้วยวิธีต่างกันก็ทำให้ปริมาณสารหนูในข้าวต่างกันด้วย นอกจากนี้มีงานวิจัยที่ศึกษาวิธีการสกัดตัวอย่างข้าวเพื่อนำไปวิเคราะห์หา species ต่างๆ ของสารหนู พบว่าการสกัดด้วยตัวสกัดที่ต่างกัน (น้ำ กรดไนตริก เมทานอล และ เอนไซม์) [22] และวิธีสกัดที่ต่างกัน (shaking, heating, ultrasonic, accelerate และ microwave) [16] จะทำให้ผลการสกัดแตกต่างกัน (extraction efficiency) ซึ่งการสกัดที่ดีที่สุด คือ ใช้น้ำและสกัดด้วยไมโครเวฟ ที่อุณหภูมิ 80ºC [16] มีการศึกษาการเกิด interconversion ของสารหนูในระหว่างการสกัด [22] รวมถึงการสกัดด้วยวิธีเดียวกันแต่ใช้ข้าวต่างชนิดกันก็มีประสิทธิภาพการสกัดที่แตกต่างกัน [23] และมีงานวิจัยในประเทศต่างๆเกี่ยวกับการวิเคราะห์หาปริมาณสารหนูทั้งในแบบ Total As และ species โดยการสุ่มตัวอย่างข้าวต่างๆหรือผลิตภัณฑ์จากข้าว รวมถึงปริมาณสารหนูในส่วนต่างๆของข้าว [17,24-27] นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณ Total As ในข้าวเปรียบเทียบกับปริมาณ Total As ในดินที่ปลูก [28] พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกัน และมีการศึกษา speciation ของสารหนูในดินโดยวิธี Sequential Extraction เพื่อดูความสัมพันธ์ของสารหนูในดินและในข้าว [24] พบว่า บาง fraction ของสารหนูในดิน มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับสารหนูในข้าว (brown rice) นอกจากนี้ได้มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับ Bioaccessibility ของสารหนูในข้าว โดยการสกัดข้าวด้วยการจำลองในระบบทางเดินอาหาร (3 stages คือ กระเพาะ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่) โดยใช้ The simulator of the human intestinal microbial ecosystem (SHIME) [29] ผลการศึกษา พบว่า Bioaccessibility ของสารหนูทั้ง 3 stages คือ 38-43%

                ในปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับการปนเปื้อนสารหนูในข้าว ซึ่งไม่ได้จำเพาะแต่ Total As เท่านั้น แต่จำเป็นต้องทราบค่าสารหนูแต่ละ species ด้วย โดยเฉพาะสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งมีความเป็นพิษสูง คณะกรรมการโคเด็กซ์สาขาสารปนเปื้อน (Codex Committee on Contaminants in Foods) จัดตั้งขึ้นโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหาร (Codex Standard) ได้มีความพยายามที่จะกำหนดค่าปริมาณปนเปื้อนสูงสุด (Maximum Level; ML) ของสารหนูอนินทรีย์ในข้าว รวมถึงหาวิธีมาตรฐานที่จะใช้ในการวิเคราะห์ด้วย ซึ่งจะมีการประชุมกันที่ประเทศจีน ในเดือนมีนาคม 2555

                ทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการศึกษาหาปริมาณสารหนู (Total As) ในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยการเก็บตัวอย่างมาตั้งแต่ปี 2550 [30] และกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยที่จะศึกษา As speciation ในข้าว โดยใช้เทคนิค HPLC-ICP-MS ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ความถูกต้องแม่นยำสูง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา speciation จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการอ้างอิงคุณภาพและการติดตามแนวโน้มการปนเปื้อนของสารหนู เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการปนเปื้อนในข้าว นอกจากนี้ยังเป็นการควบคุมและรักษามาตรฐานคุณภาพของข้าวไทยให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารหนู เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคข้าวในประเทศ และเพื่อรักษาตลาดการส่งออกข้าวไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง

เอกสารอ้างอิง

  1. Nriagu, J.O., Lin, T.S., 1995. Trace metals in wild rice sold in the United States. The Sci.Tolal Environ. 172, 223-228.
  2. Pergantis, S.A., Cullen, W.R., Wade, A.P., 1994. Simplex optimization of conditions for the determination of arsenic in environmental samples by using electrothermal atomic absorption spectrometry. Talanta 41(2), 205-509.
  3. Campillo, N., Viñas, P., López-García, I., Hernández-Córdoba, M., 2000. Determination of arsenic in biological fluids by electrothermal atomic absorption spectrometry. Analyst 125, 313–316.
  4. Coelho, N.M.M., Cósmen da Silva, A., Moraes da Silva, C., 2002. Determination of As(III) and total inorganic arsenic by flow injection hydride generation atomic absorption spectrometry. Anal. Chim. Acta 460, 227–233.
  5. Ng, J.C., Johnson, D., Imray, P., Chiswell, B., Moore, M.R., 1998. Speciation of arsenic metabolites in the urine of occupational workers and experimental rats using an optimized hydride cold-trapping method. Analyst 123, 929–933.
  6. Howard, A.G., Salou, C., 1998. Arsenic speciation by cryogenic trap hydride generation atomic absorption spectroscopy: performance enhancement by pre-derivatization. J. Anal. At. Spectrom. 13, 683–686.
  7. Shraim, A., Chiswell, B., Olszowy, H., 1999. Speciation of arsenic by hydride generation-atomic absorption spectrometry (HG-AAS) in hydrochloric acid reaction medium. Talanta 50, 1109-1127.
  8. Chen, K.L., Amarasiriwardena, C. J., Christian, D.C., 1999. Determination of total arsenic aoncentrations in nails by inductively coupled plasma mass spectrometry. Biol. Trace Elem. Res. 67, 109-125.
  9. Nookabkaew, S., Rangkadilok, N., Satayavivad, J., 2006. Determination of trace elements in herbal tea products and their infusions consumed in Thailand. J. Agri. Food Chem. 54, 6939-6944.
  10. Gómez-Ariza, J.L., Sánchez-Rodas, D., Giráldez, I., 1998. Selective extraction of iron oxide associated arsenic species from sediments for speciation with coupled HPLC-HG-AAS. J. Anal. At. Spectrom. 13, 1375–1379.
  11. Tsalev, D.L., Sperling, M., Welz, B., 1998. Speciation determination of arsenic in urine by high-performance liquid chromatography–hydride generation atomic absorption spectrometry with on-line ultraviolet photo oxidation. Analyst 123, 1703–1710.
  12. Yoshinaga, J., Chatterjee, A., Shibata, Y., Morita M., Edmonds, J.S., 2000. Human urine certified reference material for arsenic speciation. Clinic. Chem. 46(11), 1781–1786.
  13. Raml, R., Goessler, W., Francesconi, K.A., 2006. Improved chromatographic separation of thio-arsenic compounds by reversed-phase high performance liquid chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry. J. Chromatogr. A 1128, 164–170.
  14. Wang, P., Zhao, G., Tian, J., SU, X., 2010. High-performance liquid chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry based method for the determination of organic arsenic feed additives and speciation of anionic arsenics in animal Feed. J. Agric. Food Chem. 58, 5263–5270.
  15. Baba, K., Arao, T., Maejima, Y., Watanabe, E., Eun, H., Ishizak, M., 2008. Arsenic speciation in rice and soil containing related compounds of chemical warfare agents. Anal. Chem. 80, 5768–5775.
  16. Narukawa, T., Inagaki, K., Kuroiwa, T., Chiba, K., 2008. The extraction and speciation of arsenic in rice flour by HPLC–ICP-MS. Talanta 77, 427–432.
  17. Signes-Pastor, A.J., Deacon, C., Jenkins, R.O., Haris, P.I., Carbonell-Barrachina, A.A., Meharg, A.A., 2009. Arsenic speciation in Japanese rice drinks and condiments. J. Environ. Monit. 11, 1930–1934.
  18. Huang, J.H., Ilgen, G., Fecher, P., 2010. Quantitative chemical extraction for arsenic speciation in rice grains. J. Anal. At. Spectrom. 25, 800–802.
  19. Arao, T., Kawasaki, A., Baba, K., Matsumoto, S., 2011. Effects of arsenic compound amendment on arsenic speciation in rice grain. Environ. Sci. Technol. 45, 1291–1297.
  20. Sengupta, M.K., Hossain, M.A., Mukherjee, A., Ahamed, S., Das, B., Nayak, B., Pal, A., Chakraborti, D., 2006. Arsenic burden of cooked rice: Traditional and modern methods. Food Chem. Toxicol. 44, 1823–1829.
  21. Mihucz, V.G., Tatar, E., Virag, I., Zang, C., Jao, Y., Zaray, G., 2007. Arsenic removal from rice by washing and cooking with water. Food Chem. 105, 1718–1725.
  22. D’Amato, M., Aureli, F., Ciardullo, S., Raggi, A., Cubadda, F., 2011. Arsenic speciation in wheat and wheat products using ultrasound- and microwave-assisted extraction and anion exchange chromatography-inductively coupled plasma mass spectrometry. J. Anal. At. Spectrom, 26, 207-213.
  23. Narukawa, T., Hioki, A., Chiba, K., 2012. Speciation and monitoring test for inorganic arsenic in white rice flour. J. Agric. Food Chem. 60, 1122-1127.
  24. Fu, Y., Chen, M., Bi, X., He, Y., Ren, L., Xiang, W., Qiao, S., Yan, S., Li, Z., Ma, Z., 2011. Occurrence of arsenic in brown rice and its relationship to soil properties from Hainan Island, China. Environ. Pollut. 159, 1757-1762.
  25. Carbonell-Barrachina, A.A., Wu, X., Ramírez-Gandolfo, A., Norton, G.J., Burló, F., Deacon, C., Meharg, A.A., 2012. Inorganic arsenic contents in rice-based infant foods from Spain, UK, China and USA. Environ. Pollut. 163, 77-83.
  26. Huang, J.H., Fecher, P., Ilgen, G., Hud, K.N., Yang, J., 2012. Speciation of arsenite and arsenate in rice grain – Verification of nitric acid based extraction method and mass sample survey. Food Chem. 130, 453–459.
  27. Ye, X.X., Sun, B., Yin, Y.L., 2012. Variation of As concentration between soil types and rice genotypes and the selection of cultivars for reducing As in the diet. Chemosphere (in press).
  28. Rezaitabar, S., Esmaili-Sari, A., Bahramifar, N., 2012. Potential health risk of total arsenic from consumption of farm rice (Oryza sativa) from the Southern Caspian Sea Littoral and from imported rice in Iran. Bull. Environ. Contam. Toxicol. Published online:10 Feb 2012.
  29. Sun, G.X., Van de Wiele, T., Alava, P., Tack, F., Laing, G.D., 2012. Arsenic in cooked rice: Effect of chemical, enzymatic and microbial processes on bioaccessibility and speciation in the human gastrointestinal tract. Environ. Pollut. 162, 241-246.
  30. Rangkadilok, N., Nookabkaew, S., Satayavivad, J., 2012. ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารเช้า. Retrieved from http://www.etm.sc.mahidol.ac.th/a22.shtml

การปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว

ดร. นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

                ตามที่มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ในประเทศไทยว่า มีรายงานผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา (ConsumerReports.org) ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จำกัดปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์จากข้าว หลังจากตรวจพบว่ามีระดับปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่เป็นสารก่อมะเร็งอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวบางชนิดในปริมาณสูง

                ในรายงานผู้บริโภคระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบประมาณ 200 ตัวอย่าง (ทั้งหมดกว่า 60 ยี่ห้อ) พบว่า มีระดับสารหนูอนินทรีย์อยู่ในระดับสูง รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีชื่อเสียงในท้องตลาด ก็มีระดับของสารหนูอนินทรีย์ปนเปื้อนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีข้าวกล้องบางยี่ห้อ รวมทั้งข้าวขาวและข้าวกล้อง ซีเรียลสำหรับทารก แคร็กเกอร์ พาสต้า และเครื่องดื่มที่ทำจากข้าว โดยในผลิตภัณฑ์ข้าวเหล่านี้มีสารหนูอนินทรีย์อยู่โดยเฉลี่ยราว 3.5-6.7 ไมโครกรัมต่อ 1 ลิตร ในรายงานยังเตือนให้เด็กและผู้ใหญ่จำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าวเหล่านี้ต่อสัปดาห์ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการกำหนดปริมาณจำกัดที่แน่นอนของรัฐบาล เช่น ซีเรียลสำหรับทารกควรจะรับประทานเพียง 1 หน่วยบริโภคต่อวัน และไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดื่มน้ำนมข้าวเป็นประจำทุกวัน ขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานข้าวมากกว่า 2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ พร้อมกับเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้ยาที่มีสารหนูปนเปื้อนและห้ามการใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกพืชและในผลิตภัณฑ์สัตว์

                จากข้อมูลข่าวที่ได้รับนี้จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันผู้บริโภคมีความสนใจและห่วงใยในสุขภาพของตนเองจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะการปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวที่เป็นที่นิยมบริโภคทั่วโลก การกำหนดปริมาณของสารหนูที่ปนเปื้อนในอาหารแตกต่างกันไปตามชนิดอาหาร และไม่มีการจำกัดปริมาณสารหนูในอาหารทุกชนิด นอกจากนี้ปริมาณที่กำหนดในอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสารหนูรวม (สารหนูอินทรีย์และอนินทรีย์) เนื่องจากวิธีการตรวจวิเคราะห์ในปัจจุบัน จะตรวจวัดเป็นปริมาณสารหนูรวมในอาหารแต่ละชนิด แต่ความเป็นพิษของสารหนูแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน สารหนูอินทรีย์จะผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและไม่ค่อยเป็นอันตราย สารหนูอนินทรีย์จะมีความเป็นพิษมากกว่าสารหนูอินทรีย์ และสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ มีรายงานว่า สารหนูเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งที่ไตและกระเพาะปัสสาวะได้ จากการศึกษาประชากรในประเทศไต้หวันที่อาศัยบริเวณที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำดื่มสูง พบว่า ปริมาณสารหนูในน้ำดื่มมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญกับอัตราการตายของผู้ป่วยมะเร็งของอวัยวะภายใน และจากการศึกษาอย่างต่อเนื่องของคณะนักวิจัยกลุ่มเดียวกันในประเทศไต้หวันในปี 2010 พบว่า การได้รับสารหนู ถึงแม้ว่าจะเป็นปริมาณน้อยแต่ได้รับเป็นระยะเวลานานตั้งแต่เกิด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ คณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยสารหนูระดับยีนส์ในทารกที่มารดาได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่า สารหนูในน้ำจะมีผลทำให้ทารกที่คลอดมีความผิดปกติของยีนส์หลายชนิด

                ข้าวไทยเป็นข้าวที่ส่งออกไปขายยังประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นข้าวที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีคู่แข่งที่สำคัญ เช่น อินเดียและเวียดนาม นอกจากนี้ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวเป็นส่วนผสมยังเป็นอาหารหลักของคนไทยที่บริโภคเป็นประจำ ดังนั้นข้าวไทยมีความปลอดภัยในการบริโภคหรือไม่ ข้าวไทยมีสารหนูสูงหรือไม่ สารหนูในข้าวเป็นชนิดอันตรายหรือไม่ เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบเพื่อความมั่นใจในการบริโภคและส่งออก

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าวไทย และความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวสีต่างๆที่มีจำหน่ายในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของข้าว (โจ๊กสำเร็จรูป) และผลิตภัณฑ์จากข้าวชนิดต่างๆ เช่น ซีเรียล (cereals) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูที่ปนเปื้อนในข้าวและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยเครื่อง Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) โดยมีตัวอย่างข้าวหอมมะลิและข้าวขาวหอมมะลิ (ไทย-126 ตัวอย่าง, นำเข้า 19 ตัวอย่าง), ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวหอมนิล, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเหนียวดำและข้าวแดง (ไทย 43 ตัวอย่าง, นำเข้า 6 ตัวอย่าง), โจ๊กสำเร็จรูป ที่มีส่วนผสมของข้าวหอมมะลิและข้าวกล้อง (21 ตัวอย่าง), และ cereals (12 ตัวอย่าง) ระหว่างปี 2550-2555 ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า ข้าวกล้องและข้าวมีสี (เฉลี่ย 0.146 มก./กก.) มีปริมาณสารหนูเฉลี่ยสูงกว่าข้าวหอมมะลิและข้าวขาว (เฉลี่ย 0.126 มก./กก.) โดยค่าสูงสุดของสารหนูที่พบในข้าวไทย คือ 0.313 มก./กก. ในข้าวกล้อง และ 0.302 มก./กก. ในข้าวหอมมะลิและข้าวขาว (ดูรายละเอียดบทความน่ารู้เรื่อง “ความปลอดภัยในการบริโภคอาหารเช้า”) มีตัวอย่างข้าวหอมมะลิ/ข้าวขาวไทยเพียง 4 ตัวอย่าง (3.2%) เท่านั้นที่มีปริมาณสารหนูสูงกว่า 0.2 มก./กก. การสีข้าวเอาเปลือกออกจะทำให้ปริมาณสารหนูลดน้อยลง ส่วนข้าวขาวและข้าวกล้องที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และเวียดนาม มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.102 มก./กก. และ 0.182 มก./กก. ตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณของสารหนูในข้าวชนิดต่างๆนี้ไม่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดที่กำหนดไว้ คือ ค่ามาตรฐานสูงสุดของ สารหนูใน cereals ที่กำหนดโดย Food Standard Australia New Zealand = 1.0 มก./กก. ค่ามาตรฐานสูงสุดของสารหนูในอาหารต่างๆที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย = 2.0 มก./กก. ดังนั้นข้าวกล้องและข้าวขาว/หอมมะลิที่ทำการสุ่มตัวอย่างมาศึกษานี้จึงความปลอดภัยในการบริโภคและการเป็นสินค้าส่งออก

                สำหรับผลิตภัณฑ์โจ๊กสำเร็จรูปที่มีรสชาติต่างๆ ซึ่งทำมาจากข้าวหอมมะลิและข้าวกล้อง พบว่า ผลิตภัณฑ์มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.169 มก./กก. ส่วนอาหารเช้าแบบ cereals ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และประเทศไทย พบว่า มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.036 มก./กก. ซึ่งปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์จากข้าวนี้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงนับว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความปลอดภัยในการบริโภค

                นอกจากนี้ ทางสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ยังได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูในข้าว พบว่า ชนิดของสารหนูที่พบมากในข้าว คือ สารหนูอนินทรีย์ ในรูปของ As(III) และ As(V) และยังพบ Dimethylarsenic acid (DMA) และ Monomethylarsonate (MMA) อีกด้วย (ตารางที่ 1) โดยข้าวขาวมีปริมาณ As(III) เฉลี่ย 89.6 ไมโครกรัม/กก. (คิดเป็น 65% ของสารหนูทั้งหมด) และข้าวกล้องมีปริมาณ As(III) 144 ไมโครกรัม/กก. (คิดเป็น 55% ของสารหนูทั้งหมด) จากข้อมูลที่ได้นี้ จะเห็นได้ว่าชนิดของสารหนูที่ปนเปื้อนในข้าวเป็นสารหนูอนินทรีย์ As(III) ซึ่งเป็นสารหนูชนิดที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการกำหนดปริมาณของสารหนูชนิดต่างๆที่ปนเปื้อนในข้าวและในอาหารชนิดอื่นๆเท่าไหร่นัก

                ตารางที่ 1 ชนิดของสารหนูที่มีในข้าวไทย (ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)

ชนิดข้าวAs(III)As(V)DMAMMAสารหนูรวม
ข้าวขาว (14 ตัวอย่าง)89.6±24.44.83±3.552.7±10.7<3.5118±30.4
ข้าวกล้อง (10 ตัวอย่าง)149±35.212.7±11.027.3±14.8<3.5190±44.5

                นอกจากนี้สถาบันฯ ยังได้ทำการเก็บตัวอย่างอาหารเสริมสำหรับทารก (30 ตัวอย่าง) และนมถั่วเหลือง (15 ตัวอย่าง) ที่มีจำหน่ายตามซุปเปอร์มาเก็ตมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก พบว่า อาหารเสริมสำหรับทารกมีปริมาณสารหนูต่ำ 4.20 ไมโครกรัม/กก. ส่วนนมถั่วเหลืองจะมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมสูงกว่าอาหารเสริมสำหรับทารก (ตารางที่ 2) ซึ่งค่าเหล่านี้ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงมีความปลอดภัยสำหรับเด็กในการบริโภค สำหรับรายละเอียดของผลงานวิจัยกำลังจะตีพิมพ์ในเร็วๆ นี้ (Evaluation of Trace Elements in Selected Foods and Dietary Intake by Young Children in Thailand; Food Additives and Contaminants Part B, In Press)

                ตารางที่ 2 ปริมาณธาตุต่างๆในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็กและนมถั่วเหลือง

ElementsInfant formula (n=30)Soybean milk (n=15)
Mg (mg/kg)470±16.52013±271
Ca (mg/kg)4033±1753215±857
As (µg/kg)4.20±0.575.59±1.36
Cd (µg/kg)0.59±0.1325.1±3.39

                จะเห็นได้ว่าข้าวเป็นแหล่งของสารหนูที่สามารถเข้าสู่ร่างกายของผู้บริโภคได้นอกเหนือจากน้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารหนู และสารหนูอนินทรีย์ซึ่งเป็นสารอันตรายก็ตรวจพบได้ในข้าวชนิดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในปัจจุบันมักจะตรวจกันในรูปแบบของสารหนูรวม (สารหนูอินทรีย์และสารหนูอนินทรีย์) ซึ่งจะไม่สามารถแยกได้ว่ามีปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่อันตรายมากน้อยเท่าใด เพราะความเป็นพิษของสารหนูขึ้นกับชนิดและปริมาณที่ได้รับเข้าไป ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราควรจะมีวิธีการตรวจวัดปริมาณสารหนูอนินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและมีความแน่นอน สามารถทำได้รวดเร็ว จึงจะทำให้เกิดความแน่ใจในข้าวไทยทั้งที่ส่งออกและนำมาโภคในประเทศว่า มีความปลอดภัยและสามารถบริโภคได้อย่างมั่นใจ ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาได้มีการสุ่มตัวอย่างข้าวที่บริโภคในประเทศทั้งที่ปลูกเองและที่นำเข้า ซึ่งได้คัดเลือกผลการตรวจวิเคราะห์สารหนูมาแสดงในตารางที่ 3 [รายละเอียดดูได้จาก : Arsenic in Your Food, ConsumerReports®] จะพบว่าการตรวจวัดปริมาณสารหนูในข้าวของสถาบันฯจะได้ค่าใกล้เคียงกับการศึกษาในสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลดังกล่าวนี้จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐและผู้ส่งออกจะต้องมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพของข้าวที่ปลูกในประเทศและข้าวที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย เพื่อรักษาคุณภาพของข้าวไทย

                ตารางที่ 3 ปริมาณสารหนูในข้าวชนิดต่างๆที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา (แหล่งที่มา : Arsenic in Your Food, ConsumerReports®) เปรียบเทียบกับปริมาณสารหนูในข้าวที่ตรวจวัดโดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ชนิดข้าวแหล่งกำเนิดปริมาณสารหนูรวม (ppb)**ปริมาณสารหนูอนินทรีย์
(ไมโครกรัม/การรับประทาน 1 ครั้ง 45 กรัม)
1. ข้าวหอมมะลิ A*ประเทศไทย104-1502.7-3.0
2. ข้าวหอมมะลิ B*ประเทศไทย112-1212.7-3.9
3. ข้าวหอมมะลิ C*ประเทศไทย119-1593.0-3.2
4. ข้าวขาวสหรัฐอเมริกา220-2465.9-6.3
5. ข้าวจัสแมน A ข้าวกล้องสหรัฐอเมริกา237-2954.7-8.6
6. ข้าวจัสแมน B ข้าวขาวสหรัฐอเมริกา168-2093.2-4.1
7. ข้าวบาสมาติอินเดีย75.9-86.02.5-2.9
8. ข้าวหอมมะลิ
(สถาบันฯ 14 ตัวอย่าง)
ประเทศไทย57.5-1701.8-5.9

                *A, B, C เป็นชื่อแทนเครื่องหมายการค้า ปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในตัวอย่างข้าวไทยแต่ละชนิดไม่เท่ากัน

                **1 ส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion หรือไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/638


เมล็ดลิ้นจี่ เซี่ยงจี๊ น้ำซาวข้าว…ปลอดภัยต่อไตจริงหรือ?

ดร. นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

                ผู้เขียนได้บังเอิญอ่านเจอข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ฉบับวันพฤหัสที่ 28 มี.ค. 2556 หน้า 10) ที่ได้เตือนผู้บริโภคหรือผู้ป่วยโรคไตเกี่ยวกับสูตรยาสมุนไพรรักษาโรคไตที่ว่ากันว่าถูกส่งต่อมาจากประเทศไต้หวันเมื่อราว 7 ปีก่อน ซึ่งสูตรสมุนไพรที่ถูกกล่าวถึงนี้เป็นการนำเอาเมล็ดลิ้นจี่สดมาทุบบดต้มรวมกับไตหมู (เซี่ยงจี๊) และน้ำซาวข้าว ให้ผู้ป่วยโรคไตดื่มจะทำให้มีอาการดีขึ้น ในข่าวระบุว่าผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติได้กล่าวเตือนถึงการนำสูตรสมุนไพรนี้มาใช้กับผู้ป่วยโรคไตว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก เนื่องจากในเมล็ดลิ้นจี่ ไตหมู และน้ำซาวข้าว มีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำให้ไตยิ่งทำงานหนักมากขึ้นในการขับออก หากผู้ป่วยรับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเกิดอาการบวมน้ำได้ ดังนั้นสูตรยาสมุนไพรนี้ จึงมีผลในทางตรงกันข้าม แทนที่จะช่วยบรรเทาอาการ อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตมากยิ่งขึ้น

                เมื่อดูสูตรสมุนไพรรักษาโรคไตนี้แล้ว ทำให้เกิดความเป็นห่วงใยต่อผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลงานวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสารต่างประเทศเมื่อต้นปีนี้ เรื่อง Evaluation of Trace Elements in Selected Foods and Dietary Intake by Young Children in Thailand (ในวารสาร Food Additives & Contaminants: Part B, 2013, Vol. 6, p. 55-67) ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุจำเป็นและธาตุที่เป็นอันตรายต่างๆในตัวอย่างอาหารหลายๆชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ผักและผลไม้ ข้าว รวมทั้งน้ำดื่มและอาหารสำหรับเด็กเล็ก

                พบว่า ในตัวอย่างตับหมูและไตหมูมีปริมาณของธาตุที่เป็นอันตราย เช่น สารหนู (Arsenic) และแคดเมียม (Cadmium) สะสมในปริมาณที่สูงกว่าในส่วนของเนื้อหมู (ตารางที่ 1) โดยตับหมูมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.13 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 0.49 ส่วนไตหมูมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.08มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่มีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยสูงถึง 2.50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหมูที่มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.05 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ยเพียง 0.013 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เท่านั้น จากปริมาณของแคดเมียมที่ตรวจพบในไตหมูจะเห็นได้ว่า มีตัวอย่างไตหมูที่มีปริมาณแคดเมียมสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมให้มีได้ในไตหมู ที่กำหนดโดยประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ คือ 2.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และเมื่อใช้ค่ามาตรฐานที่กำหนดใน Commission Regulation (EC) No. 1881/2006 ซึ่งกำหนดค่าแคดเมียมสูงสุดที่ให้มีได้ในไตหมู คือ 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็จะพบว่า ปริมาณเฉลี่ยของแคดเมียมในตัวอย่างไตหมูที่ตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดนี้มากกว่า 2 เท่า ดังนั้นการบริโภคไตหมูเป็นประจำ อาจจะทำให้เราได้รับปริมาณของแคดเมียมจากไตหมูนี้เข้าสู่ร่างกายและไปสะสมที่ไตได้

                ตารางที่ 1 ปริมาณสารหนูและแคดเมียม (มิลลิกรัม/กิโลกรัม น้ำหนักสด) ในตัวอย่างเนื้อหมู, ตับหมู, ไตหมู และข้าวขาวขัดสี

ตัวอย่างสารหนู
(มก./กก. น้ำหนักสด)
แคดเมียม
(มก./กก. น้ำหนักสด)
เนื้อหมู (33 ตัวอย่าง)0.05±0.01
(<0.002-0.19)
0.013±0.003
(<0.002-0.076)
ตับหมู (33 ตัวอย่าง)0.13±0.05
(<0.002-1.09)
0.49±0.16
(0.028-3.68)
ไตหมู (35 ตัวอย่าง)0.08±0.01
(0.006-0.41)
2.50±0.40
(0.39-10.82)
ข้าวขาวขัดสี (55 ตัวอย่าง)0.13±0.005
(0.053-0.30)
0.01±0.001
(<0.004-0.032)

                – ค่าสูงสุดของแคดเมียมที่ยอมให้มีได้ในไตวัวควาย, แกะ และหมู (Kidney of cattle, sheep, pig) ที่กำหนดโดยประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ คือ 2.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (Australia New Zealand Food Standards Code – Standard 1.4.1 – Contaminants and Natural Toxicants)

                – Commission Regulation (EC) No. 1881/2006 of 19 December 2006 กำหนดค่าแคดเมียมสูงสุดที่ให้มีได้ในไตหมู คือ 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

                ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ดูดซึมและเก็บสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และยังกรองของเสียและสิ่งแปลกปลอมต่างๆออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปจะมีกระบวนการย่อยอาหารและทำให้เกิดของเสียซึ่งร่างกายจะขับออกมา ของเสียหรือสารที่เป็นพิษจะต้องถูกขับออก แต่ถ้าได้รับสารพิษสะสมไว้เป็นเวลานานก็จะเป็นอันตรายทำให้ไตวายได้ ซึ่งแคดเมียมนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหารแล้วลำเลียงไปตามกระแสเลือดพร้อมกับเม็ดเลือดแดงและไปจับกับโปรตีนที่มีชื่อว่า Metallothionein ที่ตับสร้างขึ้นและส่งต่อไปยังไตเพื่อขับออกจากร่างกาย แคดเมียมจะถูกสะสมที่ตับและไต จึงทำให้เกิดอาการเป็นพิษที่ไตได้ นอกจากนี้แคดเมียมยังมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 30-40 ปี นั่นแสดงว่า จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 30-40 ปี ถึงจะขับแคดเมียมครึ่งหนึ่งที่ได้รับออกจากร่างกายได้ (http://www.vetcouncil.or.th/download/Q11/307540030.pdf) ดังนั้นการได้รับแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ จะทำให้มีแคดเมียมสะสมที่ไตในร่างกายเพิ่มมากขึ้น จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อไตได้แทนที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตมีอาการที่ดีขึ้น

                นอกจากนี้ เรายังตรวจพบว่า ในตัวอย่างข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ที่สุ่มมาตรวจ มีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 0.13 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งถือว่ายังอยู่ในปริมาณที่น้อย และจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า แม้ว่าน้ำซาวข้าวจะมีการปนเปื้อนของธาตุที่เป็นพิษเหล่านี้ออกมาในปริมาณที่น้อยอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าข้าวที่นำมาใช้เป็นข้าวที่มีปริมาณของสารหนูหรือแคดเมียมสะสมในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณของธาตุเหล่านี้เข้าไปสะสมในร่างกายได้เมื่อบริโภคเป็นประจำ ส่วนเมล็ดลิ้นจี่นั้น ข้อมูลจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รายงานว่า ในลิ้นจี่มีปริมาณของธาตุโพแตสเซียม 123-180 มิลลิกรัม/100 กรัมผล แตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ลิ้นจี่ (Thai Food Composition Tables 1999) โพแทสเซียมจะถูกขับออกทางไต ภาวะไตเสื่อมจะทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยไตวายมักจะมีการคั่งของโพแทสเซียม ซึ่งถ้าระดับโพแทสเซียมสูงมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูงด้วย

                เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเหล่านี้แล้ว ผู้ป่วยโรคไตก็สามารถตัดสินใจได้ว่า สูตรสมุนไพรรักษาโรคไตนี้ จะช่วยรักษาบรรเทาอาการของตนเองให้ดีขึ้นได้หรือไม่ หรือสมุนไพรนี้จะทำให้อาการโรคไตที่ตนเองเป็นอยู่ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณการสะสมของสารพิษในร่างกายมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ไตของเราทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการนำสมุนไพรรักษาโรคมาใช้ ควรจะเลือกใช้สมุนไพรที่มีการศึกษาความปลอดภัยแล้วหรือเป็นการใช้แบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้กันมานาน ไม่ใช่เพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อตามสื่อ โดยไม่มีการยืนยันการใช้ได้ผลที่แน่นอน เพราะถ้าโชคดี ก็อาจจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าแจ็กพอต…โชคร้าย….ก็จะทำให้อาการทรุดหนักได้เช่นกัน

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/646


ความคืบหน้า งานวิจัยสารหนูในข้าว

น.ส. สุมลธา หนูคาบแก้ว, ดร.นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สำนักงานพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกศูนย์ความเป็นเลิศฯ ได้ให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัย เรื่อง การตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ได้มีการเก็บตัวอย่างข้าวจากจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วประเทศ มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังปริมาณสารหนูในข้าวเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และได้มีการเผยแพร่บทความที่ได้จากงานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณสารหนูในข้าว ในวารสารต่างประเทศ และใน website ของศูนย์ความเป็นเลิศฯ และจากบทความ เรื่อง “ปริมาณของสารหนูในข้าว” ที่ได้เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ใน Website ของศูนย์ความเป็นเลิศฯ คณะผู้วิจัยได้เขียนรวบรวมงานวิจัยของประเทศอื่นๆที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสารหนูในข้าวและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งจากข้อมูลที่มีการศึกษาในต่างประเทศในพื้นที่ที่มีปริมาณสารหนูในธรรมชาติสูง อาจจะมีความเสี่ยงในการได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานๆ ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดมากกว่าคนอื่นๆ ในตอนท้ายของบทความได้สรุปไว้ว่า งานวิจัยจากต่างประเทศนั้นพบว่า ตัวอย่างข้าวไทยมีปริมาณสารหนูน้อยกว่าข้าวจากประเทศอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าว มีความยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะสารหนูชนิดอนินทรีย์ ซึ่งจัดว่ามีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูชนิดอินทรีย์ และเป็นชนิดที่พบในข้าว จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาวิธีวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐานและมีความถูกต้องแม่นยำ คณะนักวิจัยของเราได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในข้าวชนิดต่างๆ และได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ในปี พ.ศ. 2556

                ส่วนที่มีข่าวการปนเปื้อนสารหนูในข้าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เริ่มมีรายงานครั้งแรกจากประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเกิดจากการสูบเอาน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสารหนู มาปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง โดยไม่มีการตรวจการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมาใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าว ซึ่งต้นข้าวเหล่านี้สามารถดูดซึมสารหนูเข้าไปในต้นได้ดีด้วย

                ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพยายามศึกษาวิธีลดการปนเปื้อนของสารหนูในข้าวด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากรายงานของศาสตราจารย์ ดร. แอนดรูว์ มะ-ฮาร์ก และคณะ ที่รายงานในวารสาร PLOS One เมื่อเร็วๆนี้ (22 ก.ค. 2558) เป็นการวิจัยหวังผลเพื่อการแก้ปัญหาในการลดปริมาณสารหนูอย่างเร่งด่วน โดยเป็นวิธีการหุงข้าวเพื่อช่วยลดการปนเปื้อนสารหนูได้ 85% และได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว คาดว่าในอนาคตคงจะมีหม้อหุงข้าวในท้องตลาดชนิดที่ลดการปนเปื้อนสารหนูออกมาจำหน่าย และเนื่องจากว่าข้อมูลในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการตรวจวิเคราะห์สารหนูในข้าวสาร คณะนักวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศฯกำลังทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการหุงข้าวและตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในข้าวสุกที่รับประทานว่าจะมีความแตกต่างกันหรือไม่

                สำหรับความเป็นพิษของสารหนูอนินทรีย์ ผลการวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษาตลอดมามากกว่า 30 ปี เป็นการศึกษาวิจัยการปนเปื้อนในน้ำ สำหรับการปนเปื้อนสารหนูในข้าว เพิ่งมีรายงานการปนเปื้อนประมาณ 10 ปี จึงยังไม่มีการศึกษาการได้รับสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำและในข้าวว่ามีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายต่างกันอย่างไร ซึ่งตามทฤษฎีสารหนูในข้าวน่าจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่า นอกจากนั้น ในข้าวยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม อาหารไทยมีสารต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วย คนไทยไม่ได้บริโภคข้าวเพียงอย่างเดียว อาหารประเภทต่างๆ เช่น หมู ผัก เป็นต้น น่าจะมีผลต่อการดูดซึมสารหนูในข้าวเข้าสู่ร่างกายมากน้อยแตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง จากรายงานที่ว่าข้าวกล้องมีปริมาณสารหนูมากกว่าข้าวขาวนั้น ขอให้ตระหนักว่าในข้าวกล้องหรือข้าวสีชนิดต่างๆนี้ ยังมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี สารแกมม่าโอริซานอล รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญๆ เช่น เหล็ก เป็นต้น มากกว่าข้าวขาวอีกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป ไม่ใช่ดูเฉพาะว่าในข้าวกล้องมีปริมาณสารหนูมากกว่าเท่านั้น

                นอกจากนี้ ชนิดของข้าว (ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า) และสายพันธุ์ข้าว มีผลต่อการดูดซึมสารหนูเข้าสู่ต้นข้าวแตกต่างกัน ซึ่งคณะนักวิจัยของเรา กำลังทำการทดลอง เพื่อศึกษาว่าข้าวชนิดต่างๆมีการดูดซึมสารหนูจากดินปริมาณเท่าใด และอยู่ในรูปสารหนูชนิดใด คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้ข้อมูลที่น่าสนใจพอจะสรุปได้

จากข้อมูลที่คณะนักวิจัยทำการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน พบว่า การปนเปื้อนของสารหนูอนินทรีย์ในตัวอย่างข้าวในประเทศไทย มากกว่า 98% ของตัวอย่างข้าวที่ตรวจ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ Codex Alimentarius Commission และคณะกรรมาธิการยุโรป (The European Commission) ได้ประกาศไว้ ที่ 0.2 มก./กก. (สำหรับสารหนูอนินทรีย์ในข้าวขาวหรือข้าวขัดสี) นอกจากนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศฯ กำลังดำเนินการศึกษาสายพันธุ์ข้าวที่คนนิยมบริโภคและเพี่อการส่งออก ร่วมกับอาจารย์จากภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการศึกษาสายพันธุ์ข้าวที่ดูดซึมสารหนูน้อย เป็นการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้มีการปนเปื้อนสารหนูน้อยลง และเพื่อคัดเลือกสายพันธุข้าวไปปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม นำไปสู่การป้องกันการปนเปื้อนสารหนูจากธรรมชาติเข้าสู่ต้นข้าวต่อไป

                สิ่งที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวจะต้องร่วมมือกันคือ การลดกิจกรรมทางการเกษตรที่เสี่ยงต่อการเพิ่มปริมาณสารหนูลงไปในระบบเกษตรกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดที่มีการปนเปื้อนสารหนูสูง หรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่อาจมีส่วนประกอบของสารหนู เป็นต้น นอกจากนี้การร่วมกันพัฒนาวิธีการเพาะปลูกข้าวที่เหมาะสม เพื่อลดการดูดซึมหรือสะสมของสารหนูในต้นข้าว กรรมวิธีการแปรรูปข้าวที่เหมาะสม หรือการปรับเปลี่ยนวิธีการหุงข้าว ก็เป็นขบวนการสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถช่วยลดปริมาณสารหนูที่สะสมในข้าวให้น้อยลงสำหรับการบริโภคอย่างปลอดภัย

                สำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็ก หรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการรายละเอียดข้อมูลการปนเปื้อนของสารหนูในข้าวชนิดต่างๆ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำ หรือดิน สามารถติดต่อได้ที่สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (คุณปิยพล มั่นปิยมิตร) ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8207 และในขณะนี้ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯก็กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์สารหนูรวม (Total arsenic) และสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic arsenic) ในข้าวชนิดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค สร้างความมั่นใจให้แก่คุณภาพข้าวไทยทั้งภายในประเทศและการส่งออก

เอกสารอ้างอิง

  • Nookabkaew S., Rangkadilok N., Mahidol C., Promsuk G. and Satayavivad J. Determination of Arsenic Species in Rice from Thailand and Other Asian Countries Using Simple Extraction and HPLC-ICP-MS Analysis. J. Agric. Food Chem. 2013, 61:6991-6998.
  • Carey M., Jiujin X., Farias J.G., Meharg A.A. Rethinking Rice Preparation for Highly Efficient Removal of Inorganic Arsenic Using Percolating Cooking Water. PLOS One DOI:10.1371/journal.pone.0131608, July 22, 2015.
  • บทความ “นักวิทยาศาสตร์เล่าเรื่อง ข้าว’ วารสารมูลนิธิจุฬาภรณ์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน 2558 หน้า 18-22.
  • บทความ เรื่อง ข้าวไทย…ปลอดภัยจากโลหะที่เป็นอันตราย (April 29, 2013)
  • บทความ เรื่อง การปนเปื้อนสารหนูในข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว (September 27, 2012)

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1163