ทำไมถึงต้องเป็น…ห้องปฏิบัติการทดสอบ ISO/IEC 17025?

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว, นันทนิจ ผลพนา
และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา/แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์
หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์,
สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสำคัญของห้องปฏิบัติการทดสอบ ISO/IEC 17025 และทำไมเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีห้องปฏิบัติการทดสอบในการทำวิจัยหรือเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆ หลายๆคนคงสงสัยว่า มาตรฐาน ISO/IEC 17025 คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? มาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกันระหว่าง International Organization for Standardization กับ International Electrotechnical Commission เพื่อกำหนดข้อกำหนดทั่วไป ว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบให้มีมาตรฐานไปในทางเดียวกัน (General Requirements for the Competence of Testing and Calibration Laboratories) ซึ่งจัดเป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของการทดสอบ หรือการสอบเทียบของห้องปฏิบัติการ มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ส่งออกสินค้า ที่มีความจำเป็นต้องใช้ผลการทดสอบ/สอบเทียบ ที่มีความเที่ยงตรง แม่นยำ และเชื่อถือได้ สำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นการป้องกันการกีดกันทางการค้า จากผลการทดสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และยังช่วยลดขั้นตอนการตรวจซ้ำจากประเทศคู่ค้าอีกด้วย

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในตัวอย่างอาหารและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการเตรียมการและปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 เพื่อขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐานจากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งโครงสร้างของมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 แบ่งเป็น ขอบข่ายของมาตรฐาน (Scope), เอกสารอ้างอิง (Normative reference), ศัพท์และนิยาม (Terms and definition), ข้อกำหนดด้านการบริหาร (Management requirements), ข้อกำหนดด้านวิชาการ (Technical requirements) และภาคผนวก (Annexes) โดยข้อกำหนดด้านการบริหารมีทั้งหมด 15 ข้อ คือ องค์กร ระบบการบริหารงาน การควบคุมเอกสาร การทบทวนข้อตกลง ข้อเสนอและสัญญา การจ้างเหมาช่วงการทดสอบและสอบเทียบ การจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ การให้บริการต่อผู้ใช้บริการ ข้อร้องเรียน การควบคุมการทดสอบ/และหรือสอบเทียบที่ไม้เป็นไปตามข้อกำหนด การปรับปรุง การปฏิบัติการแก้ไข การปฏิบัติการป้องกัน การควบคุมบันทึก การตรวจติดตามคุณภาพภายใน การทบทวนการบริหารงาน (รายละเอียดเป็นไปตาม ISO/IEC 17025: 2005 ข้อ 4) ส่วนข้อกำหนดด้านวิชาการ มีทั้งหมด 10 ข้อ คือ ข้อกำหนดทั่วไป บุคลากร สถานที่และภาวะแวดล้อม วิธีทดสอบและวิธีสอบเทียบ การตรวจสอบความใช้ได้ของวิธี เครื่องมือ ความสอบกลับได้ของการวัด การชักตัวอย่าง การจัดการตัวอย่างทดสอบและสอบเทียบ การประกันคุณภาพผลการทดสอบและสอบเทียบ การรายงานผล (รายละเอียดเป็นไปตาม ISO/IEC 17025: 2005 ข้อ 5)

ถึงตอนนี้หลายคนคงเกิดความสงสัยว่า ทำไมแค่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในตัวอย่างอาหารและสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ด้วย ทั้งที่จริงๆแล้วการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักเหล่านี้ได้มีการดำเนินการอยู่ในห้องปฏิบัติการทั่วๆไปอยู่แล้ว นอกจากนี้ การทำให้ห้องปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ยังมีขั้นตอนและการเตรียมเอกสารตามข้อกำหนดที่ยุ่งยากและเสียเวลามาก แล้วทำไมเราจึงยังต้องทำให้ห้องปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐานนี้อีก?

จากการดำเนินงานวิจัยของห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา ซึ่งมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารและสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลานาน ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างประเทศหลายฉบับ และมีการนำส่งรายงานผลนี้ให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอีกด้วย วิธีการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักของห้องปฏิบัติการฯเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้มีภาคเอกชนหลายแห่งติดต่อขอส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารเพื่อการส่งออกด้วย แต่รายงานผลการทดสอบดังกล่าวนี้ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเพื่อการส่งออกได้ เนื่องจากห้องปฏิบัติการที่ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้การรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ที่ถือเป็นมาตรฐานระดับสากล เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก ซึ่งผลการทดสอบหรือสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 จะเป็นที่ยอมรับโดยทันที โดยไม่จําเป็นต้องมีการทดสอบซ้ำอีก

                ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะต้องขอการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผลการทดสอบเป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับจากนานาชาติ ทำให้การจัดตั้งแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์เกิดขึ้น และได้ดำเนินการตามข้อกำหนดมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025: 2005 โดยได้ขอการรับรองความสามารถในการทดสอบอาหาร คือ การวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก ได้แก่ สารหนูรวม แคดเมียม แมงกานีส เหล็ก ทองแดง สังกะสี (6 รายการทดสอบ) ในตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆ ซึ่งใช้วิธีทดสอบตาม AOAC (2016) 2015.01 และการวิเคราะห์ปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์ [Total inorganic arsenic, Arsenite หรือ As(III), Arsenate หรือ As(V)] และสารหนูชนิดอินทรีย์ (Dimethylarsinate หรือ DMA และ Methylarsonate หรือ MMA) (2 รายการทดสอบ) ในตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆเช่นกัน ซึ่งใช้วิธีทดสอบตามวิธีที่มีการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ ได้ผ่านการตรวจและได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 (หมายเลขทะเบียน 1299/62) การรับรองในครั้งนี้มีระยะเวลา 2 ปี (9 ตุลาคม 2561 – 8 ตุลาคม 2562) ซึ่งหลังจากได้รับการรับรองแล้ว แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ได้ดำเนินการเปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ในวิธีการทดสอบที่ได้รับการรับรองแก่ผู้ใช้บริการภายนอกสถาบันฯอย่างเป็นทางการ ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์เตรียมการสำหรับการขอรับรองนั้น ได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ใช้บริการส่งตัวอย่างข้าวมารับการตรวจวิเคราะห์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และในปี 2561 ได้มีการรับตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างข้าวจากผู้ใช้บริการภายนอก (เกษตรกรและโรงสีข้าว) รวมทั้งตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการภายในสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และได้มีการออกใบรายงานผลการวิเคราะห์ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 56 ฉบับ

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือของรายงานผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการทดสอบที่ผ่านการรับรอง ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าสินค้ามีคุณภาพดีสม่ำเสมอ และมีความไว้วางใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงจากการคืนสินค้า เป็นการอำนวยประโยชน์และความสะดวกทางการค้าระดับประเทศและระหว่างประเทศ ป้องกันการกีดกันทางการค้า อันเนื่องมาจากการทดสอบที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังลดการตรวจซ้ำจากประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการสูญเสียจากความผิดพลาดในการผลิต ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านกำลังคน เวลา และเงินลงทุนอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2560 มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้ปรับเปลี่ยนฉบับใหม่จาก ISO/IEC 17025: 2005 เป็นฉบับ ISO/IEC 17025: 2017 โดยมีการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญทางด้านโครงสร้างของมาตรฐาน มีแนวคิดในการพิจารณาบนพื้นฐานของความเสี่ยง (การบริหารความเสี่ยง) การปรับเปลี่ยนนิยามศัพท์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยกับสถานการณ์

                ปัจจุบันที่มีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบการบริหารคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ทางองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Co-operation: ILAC) จึงได้กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 จะต้องจัดทำระบบให้สอดคล้องตาม ISO/IEC 17025: 2017 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปีหลังจากมาตรฐานประกาศใช้ ซึ่งขณะนี้ทางแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ก็อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนมาตรฐานห้องปฏิบัติการจาก ISO/IEC 17025: 2005 เป็น ISO/IEC 17025: 2017 และยังเตรียมการในการขอการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการของวิธีการทดสอบสารสำคัญในตัวอย่างอาหารและสมุนไพรเพิ่มเติมอีกด้วย

                สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจส่งตัวอย่างข้าวมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักและชนิดของสารหนู สามารถติดต่อส่งตัวอย่างได้ที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หรือติดต่อคุณเนตรทราย วิชกำจร โทรศัพท์ 02-553 8620 หรืออีเมล [email protected]

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2256


ฟ้าทะลายโจร: การนำไปใช้และข้อควรระวัง

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา, ทวิช สุริโย และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ถึงเวลานี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักฟ้าทะลายโจร สมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคหวัดและท้องเสีย ชื่อนี้เป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทยขึ้นมา เมื่อมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก และฟ้าทะลายโจรได้ถูกนำมาใช้ในการทดสอบกับไวรัส COVID-19 แต่ยังเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ส่วนการทดลองในการนำไปใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อนี้นั้นยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ก็มีการพูดถึงการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ทั้งในการป้องกันและรักษาอย่างมากมาย มีทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริงบ้าง และก็ทำให้คนแห่ซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเป็นอย่างมาก จนเกิดการขาดแคลนหรือมีราคาสูงขึ้น ในฐานะทีมวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรมาเป็นเวลานาน โดยเริ่มการศึกษาตั้งแต่การปลูกต้นฟ้าทะลายโจร การตรวจวิเคราะห์สารสำคัญทางเคมีในพืชระยะต่างๆ การพัฒนาวิธีการแยกสารบริสุทธิ์และเตรียมสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญตามที่ต้องการ การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดมาตรฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฟ้าทะลายโจร รวมทั้งการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของการรับประทานผงฟ้าทะลายโจรแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงอยากจะมาแชร์ข้อมูลงานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ในทางยา รวมทั้งข้อพึงระวังจากการใช้ยา โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เพื่อจะได้มีการนำไปใช้อย่างระมัดระวังและทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

รูปที่ 1. ต้นฟ้าทะลายโจร

                ฟ้าทะลายโจร (รูปที่ 1) เป็นไม้ล้มลุก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Andrographis paniculata Wall ex Ness. จัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae ฟ้าทะลายโจรจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย จีน มาเลเซีย และไทย เป็นต้น โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นมาใช้เป็นยารักษาโรค โดยเฉพาะรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ สำหรับประเทศไทยฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยาแผนไทยและได้บรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 และประกาศครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2549 โดยกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในหมวดหมู่ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ มีการกำหนดข้อบ่งใช้คือ บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ บรรเทาอาการเจ็บคอและอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น ขนาดรับประทานสำหรับบรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ คือ ครั้งละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง โดยใช้เป็นแคปซูล/ยาเม็ด/ยาเม็ดลูกกลอน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์จากชุมชน (OTOP) หรือการผลิตใช้ภายในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเอง โดยผลิตภัณฑ์นี้จะอยู่ในรูปแบบผงสมุนไพรบดละเอียดบรรจุแคปซูลขนาดต่างๆกัน (300-500 มิลลิกรัม) หรืออยู่ในรูปแบบสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ขนาด 300-500 มิลลิกรัม) ซึ่งการนำไปใช้ในการรักษาโรคก็จะมีคำแนะนำในการรับประทานที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีปริมาณตัวยาแตกต่างกัน วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ในการเตรียมผลิตภัณฑ์นี้ ก็จะมาจากหลายแหล่ง บางที่มีการใช้ทั้งส่วนใบและต้น บางที่ใช้เฉพาะส่วนใบเท่านั้น จึงทำให้การนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้ จะมีความแปรปรวนของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคเป็นอย่างมาก ดังนั้นแต่ละผลิตภัณฑ์จึงมีคำแนะนำในการรับประทานในปริมาณที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆมีผลในการรักษาโรค สารสำคัญในฟ้าทะลายโจร สารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาของฟ้าทะลายโจร คือ สารกลุ่ม Diterpene lactones ได้แก่ สารแอนโดร กราโฟไลด์ (Andrographolide; AP1) ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide; AP3) นีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide; AP4) ดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide; AP6) เป็นต้น (รูปที่ 2)

รูปที่ 2. สูตรโครงสร้างของสารสำคัญที่พบในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร

                ฟ้าทะลายโจรกับการนำไปใช้ในทางยา สำหรับผลงานการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในรายละเอียดสามารถอ่านได้จากบทความน่ารู้ เรื่อง ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata): ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้ ในเว็บไซต์ของศูนย์ฯ นี้ ซึ่งได้เขียนรวบรวมผลงานวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ไว้ในหลากหลายแง่มุมและงานวิจัยเหล่านี้ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก แต่วันนี้เมื่อมีการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาโรคมากขึ้น เนื่องจากจัดได้ว่าเป็นยาที่ได้จากธรรมชาติ (สมุนไพร) ไม่ใช่ยาสังเคราะห์ ดังนั้นน่าจะมีความปลอดภัยมากกว่า (จริงหรือไม่?) ผู้เขียนจึงอยากจะเน้นไปที่ข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับผลการศึกษาปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรต่างๆที่มีจำหน่ายในท้องตลาด การศึกษาเกี่ยวกับเภสัชจลนศาสตร์หรือการเปลี่ยนแปลงของยาเมื่อเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งข้อพึงระวังจากการใช้ฟ้าทะลายโจรที่ได้มีการรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 1. การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร การนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาโรคจะได้ผลดีหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลที่เพาะปลูก แหล่งที่ปลูก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนที่นำมาใช้ ตลอดจนระยะเวลาการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของความแปรปรวนของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้เหล่านั้นให้ผลในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้ดีในทุกๆครั้งที่นำมาใช้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทุกครั้งของการผลิต สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณของสารสำคัญชนิดต่างๆในฟ้าทะลายโจร โดยการใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) โดยเริ่มแรกสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรได้ 3 ชนิด ได้แก่ สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide-AP1), ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide-AP3) และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide-AP4) โดยใช้เมทธานอลเป็นตัวทำละลายในการสกัด ซึ่งวิธีวิเคราะห์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Phytochemical Analysis ในปี พ.ศ. 2547 โดย Pholphana et al.1 เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ได้จากการฉีดสารตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และในปี พ.ศ. 2556 สถาบันฯสามารถที่จะแยกสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจรได้อีก 1 ชนิด คือ สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide-AP6) ซึ่งเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งในฟ้าทะลายโจร และได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเดิม ทำให้สามารถแยกสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบสารสำคัญในตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดังแสดงในรูปที่ 3 วิธีการตรวจวิเคราะห์นี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Chinese Medicine2

รูปที่ 3. รูปแบบสารสำคัญในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตรวจวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค HPLC-DAD

                จากนั้นได้มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรยี่ห้อต่างๆที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด พบว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดในผลิตภัณฑ์มาก (รูปที่ 4) แต่ทุกผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีสาร andrographolide (AP1) สูงที่สุด รองลงมา คือ 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) ในขณะที่มีสาร neoandrographolide (AP4) ต่ำที่สุด

รูปที่ 4. ความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่มีขายในท้องตลาด

                จากรูปที่ 4 จะเห็นว่า ถ้าต้องการนำผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ไปใช้ในการลดไข้ แก้เจ็บคอ หรือรักษาอาการไข้หวัด ซึ่งต้องการปริมาณสารสำคัญ andrographolide ในปริมาณสูง ตัวอย่างที่ 13, 01 หรือ 03 อาจจะได้ผลในการรักษาที่ดีกว่าตัวอย่างที่ 12 หรือ 17 ที่มีปริมาณสารชนิดนี้น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับปริมาณผงยาที่บรรจุแคปซูลหรือคำแนะนำในการรับประทานยาด้วย เช่น ถ้าใช้ตัวอย่างที่ 13 เพียง 1 แคปซูล อาจจะต้องใช้ตัวอย่างที่ 17 จำนวนถึง 4-5 แคปซูล (ปริมาณผงยาในแคปซูลเท่ากัน) เพื่อให้ได้ปริมาณสาร andrographolide เท่ากัน ซึ่งคำแนะนำในการรับประทานฟ้าทะลายโจรตามที่ระบุในฉลากก็จะมีตั้งแต่ 1 เม็ด ถึง 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีปริมาณสารสำคัญน้อย เราก็จะต้องรับประทานจำนวนหลายแคปซูลต่อมื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาโรค นอกจากนี้ยังพบว่า มีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรบางตัวอย่าง มีปริมาณสาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) สูงมาก เช่น ตัวอย่างที่ 01, 08, 15 และ 17 เป็นต้น สารชนิดนี้ในฟ้าทะลายโจรมีความสำคัญอย่างไร? จากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันฯซึ่งได้ทำการทดสอบฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด (AP1, AP3, AP4) รวมทั้งสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย Thrombin ในหลอดทดลอง พบว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่าสาร AP1 ในขณะที่สาร AP4 ไม่มีผล และสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรก็มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วยเช่นกัน (ผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ European Journal of Pharmacology ในปี พ.ศ. 2549 โดย Thisoda et al.3) สถาบันฯได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจในสัตว์ทดลอง เนื่องจากมีรายงานว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี ผลการทดลอง พบว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีที่สุด รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 สูง ก็จะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดีกว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 น้อยกว่า (ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Planta Medica ในปี พ.ศ. 2550 โดย Yoopan et al.4) จากผลการวิจัยนี้บ่งชี้เตือนหรือเป็นข้อพึงระวังของการใช้ฟ้าทะลายโจรได้ว่า ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญ AP3 สูง อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการความดันเลือดต่ำ หรือเกิดภาวะเลือดออกหยุดยาก ซึ่งคำเตือนที่ระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) และควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือด เพราะอาจจะเสริมฤทธิ์กันได้ ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 สูง เช่น ตัวอย่าง 01 หรือ 08 (รูปที่ 4) อาจจะทำให้เกิดอาการความดันต่ำ หรือหน้ามืดได้

รูปที่ 5. ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลต่างๆ

                นอกจากนี้ สถาบันฯยังได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 9 ตัวอย่าง (จากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ) มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ (เพิ่มการวิเคราะห์สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ หรือ 14-Deoxyandrographolide – AP6 อีก 1 ชนิด) ซึ่งผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน โดยปริมาณสาร AP1 มีค่าตั้งแต่ 7.39 มิลลิกรัมต่อกรัม (AP52) ถึง 44.98 มิลลิกรัมต่อกรัม (AP51) (รูปที่ 5) และที่น่าสนใจ คือ ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร AP52 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสาร AP3 สูงกว่า AP1 ดังนั้นถ้าผู้บริโภคนำผลิตภัณฑ์นี้มาใช้ในการรักษาโรคหวัด เจ็บคอ อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้ความดันเลือดลดลงมาก และการรักษาโรคหวัดอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ถ้านำผลิตภัณฑ์นี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยความดันเลือดสูง อาจจะให้ผลในการรักษาที่ดีกว่าก็ได้ เมื่อเห็นความแปรปรวนของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว เราก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วฟ้าทะลายโจรที่ผลิตมาในแต่ละครั้งของการผลิตที่แตกต่างกัน จะมีปริมาณสารเหล่านี้แตกต่างกันหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

รูปที่ 6. ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร 3 ยี่ห้อ ที่ผลิตในครั้งการผลิตที่ต่างกัน

                เราจะมาดูข้อมูลที่สถาบันฯได้ทำการศึกษาไว้ ดังแสดงในรูปที่ 6 ผลการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร 3 ยี่ห้อ (brand-01, 04, 05) ที่มีครั้งการผลิตที่แตกต่างกัน พบว่า ปริมาณสาร AP1 มีค่าแตกต่างกันไม่มากนัก ยกเว้น brand-04 lot 14/03/17 ที่มีปริมาณสารนี้น้อยกว่า lot 14/09/15 และ lot 24/02/17 นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจร brand-04 ยังมีความแปรปรวนของสาร AP3 อีกด้วย ส่วนฟ้าทะลายโจร brand-01 ก็ตรวจพบความแปรปรวนของสาร AP6 ในครั้งการผลิตที่แตกต่างกัน ซึ่งผลที่ได้นี้อาจเนื่องมาจากการปลูกและเก็บเกี่ยวสมุนไพรในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน รวมทั้งการจัดการน้ำหรือแสงแดดในการปลูกพืช ทำให้ปริมาณสารสำคัญในพืชมีการเปลี่ยนแปลงไป ถ้าการควบคุมคุณภาพของฟ้าทะลายโจรจะทำเฉพาะการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญที่ต้องการ คือ AP1 เพียงชนิดเดียว โดยไม่มีการควบคุมปริมาณสารอื่น เช่น AP3 ก็อาจทำให้การนำฟ้าทะลายโจรนี้ไปใช้ในการรักษาโรคหวัด มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ สารสำคัญ AP3 ในฟ้าทะลายโจรนี้ มีทั้งสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ และอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการในผู้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการโรคหวัดได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมปริมาณสารชนิดนี้ ไม่ให้มีปริมาณสูงจนอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ ดังนั้น ในโมโนกราฟ (Monograph) ของเภสัชตำรับของประเทศสหรัฐอเมริกา (The United State Pharmacopeia และ the National Formulary – USP35/NF30) ได้มีการกำหนดคำจำกัดความของสารสกัดฟ้าทะลายโจร (Powdered Andrographis Extract) ไว้ว่า เป็นสารสกัดที่เตรียมได้จากการสกัดด้วย methanol หรือแอลกอฮอล์ ที่มีสัดส่วนของวัตถุดิบต่อสารสกัด 15:1 ถึง 10:1 มีปริมาณสาร diterpene lactones 90.0-110.0% ของปริมาณที่ระบุไว้ โดยคำนวณเป็นน้ำหนักแห้งจากผลรวมของสารสำคัญ 4 ชนิด คือ andrographolide, neoandrographolide, 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide และ andrograpanin และได้กำหนดให้มีปริมาณสาร 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide หรือ AP3 ไม่เกิน 15% ของปริมาณแลคโตนรวมทั้งหมด (total diterpene lactones) นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยของสถาบันฯยังได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของสารสกัดฟ้าทะลายโจรผง (มาตรฐานเลขที่ มอก. 2928-2562) ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ เป็นการกำหนดมาตรฐานของสารสกัดฟ้าทะลายโจรในรูปแบบผงแห้ง (Powdered Andrographis Extract) ที่มีปริมาณสาร andrographolide ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 โดยน้ำหนักสารสกัด และมีปริมาณสาร 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide ไม่มากกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณสารไดเทอร์พีนแลคโตนรวม ซึ่งสารสกัดฟ้าทะลายโจรผงตามมาตรฐานนี้ ก็จะช่วยให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีความมั่นใจในการนำไปใช้และมีความปลอดภัยอีกด้วย แล้วผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่เก็บไว้หลายๆ เดือนหรือเป็นปีๆ จะยังมีผลในการรักษาอยู่หรือไม่ สารสำคัญเสื่อมไปหรือไม่ ซึ่งการหาคำตอบนี้ก็คือ การศึกษาความคงตัวของสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร สถาบันฯได้ทดลองเก็บผงฟ้าทะลายโจรแคปซูล (ผ่านการฉายรังสี) ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4oC เปรียบเทียบกับการเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง แล้วสุ่มมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญที่เวลาต่างๆ เป็นเวลานาน 24 เดือน (2 ปี) ผลที่ได้พบว่า สารที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเก็บฟ้าทะลายโจรแคปซูลไว้นานๆ คือ สาร AP3 ซึ่งจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลัง 15 เดือนผ่านไป เมื่อครบ 2 ปี ฟ้าทะลายโจรแคปซูลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4oC มีปริมาณ AP3 เพิ่มขึ้น 22% ส่วนฟ้าทะลายโจรแคปซูลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง มีปริมาณ AP3 เพิ่มขึ้นถึง 51% (รูปที่ 7)

รูปที่ 7. การเปลี่ยนแปลงสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรแคปซูล (ผงบด) ที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4oC และอุณหภูมิห้องที่ระยะเวลาต่างๆ กัน

                ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับการศึกษาที่สถาบันฯได้ตีพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้ (Pholphana et al., 20041 ใน Phytochemical Analysis) ซึ่งพบว่า ในผงบดแห้งฟ้าทะลายโจรที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง มีการลดลงของสาร AP1 (ลดลงมากถึง 26.1%) และมีการเพิ่มขึ้นของสาร AP3 มากกว่า 50% (หลังเก็บไว้นาน 15 เดือน) ดังนั้นการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (วัตถุดิบ) หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้นานๆมาใช้ อาจจะทำให้มีปริมาณสารสำคัญที่ต้องการฤทธิ์ในการรักษาโรคหวัด เช่น AP1 น้อยลงกว่าที่ต้องการ แต่อาจทำให้ได้รับสารบางชนิด (AP3) เกินความจำเป็น จนเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้เช่นกัน เมื่อเขียนมาถึงตอนนี้ คงทำให้เราได้รู้แล้วว่า การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้เป็นยารักษาโรค ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสารที่มาจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีสังเคราะห์ ก็ยังต้องมีความระมัดระวัง ไม่ใช่สามารถรับประทานได้พร่ำเพรื่อ เราต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ได้ผ่านการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญที่ดี มีสารออกฤทธิ์ตามที่ต้องการใช้ และมีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่ดีอีกด้วย 2. การพัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สาร Diterpenoids ในเลือดของอาสาสมัครที่รับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล โดยเทคนิค LC-MS/MS สถาบันฯได้รับความร่วมมือจากโรงงานเภสัชกรรมทหารในการผลิตผงฟ้าทะลายโจรแคปซูล เพื่อใช้ในการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครสุขภาพดี และมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพแล้ว เราก็ได้ทำการศึกษาว่า เมื่อรับประทานฟ้าทะลายโจรเข้าสู่ร่างกายแล้ว สารสำคัญเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สถาบันฯได้พัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ในตัวอย่างพลาสมาที่ได้จากอาสาสมัครสุขภาพดีที่รับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาอาการหวัด (มื้อละ 4 แคปซูล วันละ 3 เวลา ทุก 8 ชั่วโมง ก่อนอาหาร รวม 12 แคปซูลต่อวัน) ซึ่งปริมาณสารสำคัญที่ได้รับต่อวัน คือ 97.92, 16.20, 10.80 และ 11.52 มิลลิกรัม สำหรับ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ตามลำดับ ทำการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญต่างๆโดยใช้เทคนิค LC-MS/MS ซึ่งเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรในพลาสมานี้มีค่า LOQ (Limit of quantification) ที่ 2.50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (สำหรับ AP1) และที่ 1.00 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (สำหรับสารอื่นๆ) สำหรับค่า recovery อยู่ระหว่าง 86.54-111.56 % ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ดังนั้นวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญจากฟ้าทะลายโจรในเลือดนี้สามารถนำไปใช้ในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (Pharamcokinetic study) ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรได้ (Pholphana et al., 20155; Planta Medica) 3. การศึกษาการแตกตัวและเภสัชจลนศาสตร์ของสาร Diterpenoids ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในอาสาสมัครสุขภาพดี ก่อนการทดลองทางคลินิกในอาสาสมัครสุขภาพดี สถาบันฯได้มีการทดสอบการแตกตัวของแคปซูล (Dissolution testing) โดยทำการทดสอบในสารละลายบัฟเฟอร์ pH 1.2, pH 4.5 และ pH 6.8 ที่เป็นการจำลองสภาวะของยาในทางเดินอาหาร ซึ่งผลการทดลองพบว่า แคปซูลฟ้าทะลายโจรแตกตัวได้เร็วและปลดปล่อยสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด คือ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ออกมาได้ดี (ละลายออกมาหมดภายใน 60 นาที) และที่ pH 6.8 มีปริมาณสารสำคัญสูงที่สุด ส่วนที่ pH 1.2 มีปริมาณสารสำคัญน้อยที่สุด (โดยเฉพาะ AP4) จากนั้นได้ทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี เพศหญิงและชาย จำนวน 20 คน รับประทานแคปซูลฟ้าทะลายโจรวันละ 12 แคปซูล (มื้อละ 4 แคปซูล วันละ 3 เวลา ทุก 8 ชั่วโมง ก่อนอาหาร) ติดต่อกัน 3 วัน ผลที่ได้พบว่า ถึงแม้ว่าปริมาณสารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายสูงสุดจากการรับประทานแคปซูลฟ้าทะลายโจรจะเป็นสาร AP1 ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ตรวจพบมากในฟ้าทะลายโจร แต่ปริมาณสารสำคัญสูงสุดที่ตรวจวิเคราะห์ได้ในพลาสมา คือ สาร AP3 ซึ่งมีค่าระดับยาในพลาสมา (maximum concentration; Cmax) และ area under the plasma concentration-time curve (AUC) สูงที่สุด ส่วนสาร AP1 มีค่า Cmax และ AUC รองลงมาเป็นที่ 2 ตามลำดับ ผลการศึกษาที่ได้นี้ จะเห็นได้ว่า การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคหวัด ที่โดยทั่วไปจะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญ AP1 หรือ andrographolide ในปริมาณสูง แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว พบว่า ในร่างกายจะมีปริมาณสาร AP3 สูงกว่า AP1 ซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ว่า สารชนิดนี้มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ระยะสั้นๆ ดังนั้นอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้ฟ้าทะลายโจรนี้เกิดอาการข้างเคียงความดันเลือดลดต่ำลงได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ฟ้าทะลายโจรในปริมาณมากๆและติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคมากขึ้น (Pholphana et al., 20166; Journal of Ethnopharmacology) นอกจากนี้ ผลการศึกษาในอาสาสมัครที่ได้รับฟ้าทะลายโจรแคปซูลติดต่อกันนาน 3 วันนี้ ยังตรวจไม่พบความผิดปกติของค่าตรวจวัดทางคลินิกต่างๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด การแข็งตัวของเลือด ผลตรวจเคมีของเลือด ผลตรวจชนิดของเม็ดเลือด และผลตรวจปัสสาวะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ค่าเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในช่วงค่าปกติของคนสุขภาพดีทั่วไป ตัวอย่างเช่น มีการลดลงแบบชั่วคราวของค่าความดันเลือดหลังจากการรับประทานยา การเพิ่มขึ้นของเม็ดเลือดขาวและค่า absolute neutrophil count ในเลือด ค่าความเป็นด่างของปัสสาวะเพิ่มขึ้น ค่า alkaline phosphatase ลดลง แต่ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรงในอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการตลอดการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ (Suriyo et al., 20177; Planta Medica) ฟ้าทะลายโจรและข้อควรระวัง หลังจากที่ฟ้าทะลายโจรได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก็ได้มีการเฝ้าระวังการใช้ยาดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศไทย จากฐานข้อมูล Thai Vigibase ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 (ปีแรกที่ได้รับรายงาน) ถึงเดือนสิงหาคม 2554 มีรายงาน adverse events (AEs) จากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 154 ฉบับ เกิด AEs ทั้งสิ้น 199 อาการ อาการที่พบมาก เช่น ผื่นลมพิษ (28) angioedema (20) แน่นหน้าอก (5) anaphylactic shock (3) เป็นต้น (ข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มีนาคม 2559 หน้า 1-7 และหน้า 27-32) โดยอาการส่วนใหญ่เกิดในวันแรกของการได้รับยา นอกจากนี้ในข้อมูล WHO Vigibase สืบค้นถึงปี พ.ศ. 2555 เป็นรายงาน AEs จากการใช้ตำรับเดี่ยวฟ้าทะลายโจร 13 ฉบับจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพบว่ามี anaphylactic reaction 2 ฉบับ และยังมีรายงานจากการใช้ตำรับยาผสม 21 ฉบับ มาจากประเทศออสเตรเลีย 18 ฉบับ และประเทศสวีเดน 3 ฉบับ ซึ่งพบว่าเป็น anaphylactic shock 3 ฉบับ และ anaphylactic reaction 1 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศออสเตรเลีย Therapeutic Good Administration (TGA) ได้แจ้งเตือนผู้บริโภคและบุคคลากรการแพทย์ถึงความเสี่ยงการเกิดอาการแพ้ (allergic reaction) ชนิดรุนแรง จากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เนื่องจาก ในระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545-2557 TGA ได้รับรายงาน anaphylaxis 43 ฉบับ และ allergic-type reaction 78 ฉบับ ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรทั้งรูปแบบตำรับยาผสมและยาเดี่ยว TGA ได้แนะนำว่า หากเกิดอาการแพ้ ได้แก่ ผื่นลมพิษ ชาในช่องปากหรือบริเวณโดยรอบ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หน้าบวม หายใจลำบาก ลิ้นบวม บวมในช่องคอเปล่งเสียงลำบาก ไม่รู้สึกตัวและหมดสติ ให้หยุดใช้ยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์ สำหรับการใช้ฟ้าทะลายโจรในประเทศไทย ได้มีการระบุความเสี่ยง ข้อห้าม หรือคำแนะนำ การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งข้อความนี้ต้องมีการแจ้งเตือนในฉลากหรือเอกสารกำกับยา ดังนี้ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยานี้ หรือเคยมีอาการ เช่น ผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน หากใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน แล้วไม่หายหรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างการใช้ยา ควรหยุดใช้และพบแพทย์ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจัดเป็น ‘ยาเย็น’ ตามหลักการแพทย์แผนไทย (ช่วยขับความร้อนออกจากร่างกาย) จึงไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน การใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการอ่อนแรงหรือชาได้ และการใช้ยาติดต่อกัน 3 วัน ถ้าไม่เห็นผลหรือมีอาการมากขึ้น อาจบ่งชี้ว่า ฟ้าทะลายโจรใช้ในการรักษาไม่ได้ผล จากรายงานที่มีการเฝ้าระวังการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคนี้ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าฟ้าทะลายโจรนี้สามารถวางจำหน่ายได้ทั่วไป และซื้อหาไว้ติดบ้านและรับประทานได้เองเมื่อมีอาการโรคหวัด โดยไม่ต้องมีแพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ แต่การนำมาใช้ก็ควรจำกัดการใช้เท่าที่จำเป็นและคำนึงถึงข้อควรระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาแผนปัจจุบันอื่นๆร่วมด้วย ข้อควรระวังอย่างยิ่งคือ การเกิดอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร แบบ allergic reaction ที่มีรายงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาที่มีสารสำคัญที่ไม่จำเป็นต่อโรคหวัด เช่น AP3 ในปริมาณสูงๆ (การใช้ฟ้าทะลายโจรที่เก็บไว้นานๆ หรือฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3 สูง) ก็อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด ความดันเลือดต่ำได้ การมีสมุนไพรฟ้าทะลายโจรติดบ้านไว้เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นสมุนไพรที่มีงานวิจัยทั่วโลกรองรับมากมาย เป็นการสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับ ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรมีรายได้ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งจะต้องมีการควบคุมคุณภาพของฟ้าทะลายโจร โดยมีการควบคุมดูแลตั้งแต่การปลูกสมุนไพร การเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้มีสารออกฤทธิ์ที่ต้องการสูงและมีสารอื่นๆที่ไม่ต้องการต่ำๆ ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดแมลงหรือโลหะหนัก รวมทั้งไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ มีการเก็บรักษาทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ดี ไม่นำเอาสมุนไพรเก่าที่เก็บไว้นานมาใช้ ขบวนการผลิตยาสมุนไพรได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ (finished products) และศึกษาความคงตัวของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งเกษตรกรและผู้ผลิตสามารถช่วยกันทำให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้มีคุณภาพในการรักษาโรคได้ สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลในบทความนี้คงจะมีประโยชน์ต่อการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการศึกษากับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19 ไม่มากก็น้อย และให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภคที่อยากซื้อหาฟ้าทะลายโจรมาไว้ติดบ้าน เพื่อรับประทานในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย หรือใช้ในการป้องกันหรือรักษาอาการโรคหวัด ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาหลายชนิด ทำให้ยากต่อการควบคุมขนาดของยาให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ตามต้องการ ไม่ได้มีเพียงสารเดี่ยวๆ เหมือนยาแผนปัจจุบันที่สามารถควบคุมหรือปรับขนาดยาได้ง่าย ดังนั้นจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดในการรักษาโรค และมีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงจากการใช้ฟ้าทะลายโจรน้อยที่สุดด้วย เอกสารอ้างอิง

  1. Pholphana N, Rangkadilok N, Thongnest S, Ruchirawat S, Ruchirawat M, Satayavivad J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem Anal. 2004; 15(6):365-71.
  2. Pholphana N, Rangkadilok N, Saehun J, Ritruechai S, Satayavivad J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin Med. 2013; 8(1):2.
  3. Thisoda P, Rangkadilok N, Pholphana N, Worasuttayangkurn L, Ruchirawat S, Satayavivad J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur J Pharmacol. 2006; 553(1-3):39-45.
  4. Yoopan N, Thisoda P, Rangkadilok N, Sahasitiwat S, Pholphana N, Ruchirawat S, Satayavivad J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007; 73(6):503-11.
  5. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Satayavivad J. A simple and sensitive LC-MS/MS method for determination of four major active diterpenoids from Andrographis paniculata in human plasma and its application to a pilot study. Planta Med. 2016; 82(1-2):113-20.
  6. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Puranajoti P, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Songvut P, Satayavivad J. Andrographis paniculata: Dissolution investigation and pharmacokinetic studies of four major active diterpenoids after multiple oral dose administration in healthy Thai volunteers. J Ethnopharmacol. 2016; 194:513-521.
  7. Suriyo T, Pholphana N, Ungtrakul T, Rangkadilok N, Panomvana D, Thiantanawat A, Pongpun W, Satayavivad J. Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects. Planta Med. 2017; 83(9):778-789.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2314


ฟ้าทะลายโจร: รักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างไร?

ฟ้าทะลายโจร: รักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างไร?

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, ดร.ทวิช สุริโย, นันทนิจ ผลพนา, และรศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

การพบคนไทยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ

                โรคติดเชื้อโควิด-19 ได้กลับมาสร้างความวิตกกังวลให้คนไทยทั้งประเทศอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ เมื่อมีการพบผู้ป่วยคนไทยติดเชื้อโควิด-19 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นคนไทยที่กลับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้เกิดการคาดคะเนว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การระบาดรอบที่สองของเชื้อโควิด-19 เหมือนประเทศอื่นๆ หรือไม่ความหวังของการป้องกันการระบาดของไวรัสชนิดนี้ก็คือ การใช้วัคซีนป้องกันโรค ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันมีการแข่งขันในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศ และภายในเดือนธันวาคมนี้ ได้มีการอนุมัติและได้เริ่มฉีดวัคซีนที่ใช้เวลาในการคิดค้นและทดสอบในระยะเวลาอันรวดเร็วในประเทศรัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

                มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใช้ได้ประมาณกลางปี 2564 และหากว่าประเทศไทยมีการระบาดรอบที่สองจริง ผู้ป่วยจะมียารักษาโรคโควิด-19 หรือไม่? ยารักษาโรคโควิด-19 ชนิดรุนแรง คือ Remdesivir ของบริษัท Gilead Sciences มีราคาแพง แม้จะซื้อในราคามิตรภาพที่ประมาณ 2,340 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 70,200 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน: 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 30 บาท) ต่อผู้ป่วย 1 คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเตรียมพร้อมไว้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัญหาของมวลมนุษยชาติทั้งโลก ตลอดระยะเวลาที่มีการระบาดของโรคที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 มากขึ้น จึงทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้

ในขณะที่การผลิตวัคซีนได้มีการศึกษาวิจัย และพัฒนาอย่างเร่งด่วน และเป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจนประสบความสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การผลิตวัคซีน ซึ่งมีหลายชนิดที่จะทยอยนำออกมาใช้ในปัจจุบัน ตัวอย่าง เช่น วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) เป็นต้น

การพัฒนายารักษาโรคโควิด-19

                ส่วนการพัฒนายาจากสมุนไพร โดยอาศัยแนวความคิดด้านวิทยาการทางเคมีเชิงคํานวณ หรือเคมีคอมพิวเตอร์ (Computational Chemistry) และการสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ ร่วมด้วย เพื่อหาเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยาที่มีใช้อยู่แล้ว และสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมทั้งการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ในหลอดทดลอง ที่มีการแข่งขันกันศึกษาวิจัยเป็นอย่างมากในช่วงปี ค.ศ. 2020 และมีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นจำนวนมาก (Akaji and Konno, 2020; Alazmi and Motwalli, 2020; Bhuiyan et al, 2020; Boopathi et al, 2020; Das et al, 2020; Enmozhi et al, 2020; Fiorucci et al, 2020; Goyal and Goyal, 2020; Hoffmann et al, 2020; Kodchakorn et al, 2020; Lakshmi et al, 2020; Maurya et al, 2020; Murugan et al, 2020; Stoddard et al, 2020; Wu et al, 2020; Zhou et al, 2020) ซึ่งจากผลงานวิจัยเหล่านี้ทำให้พบว่า ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้านได้อย่างไร และตำแหน่งที่ยาจะไปออกฤทธิ์จะมีอะไรบ้าง ซึ่งความรู้เหล่านี้ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนายา เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ในอนาคตอันใกล้นี้

Remdesivir

                ปกติ การพัฒนายาใหม่เพื่อใช้ในการรักษาโรคจะใช้เวลานานมากระหว่าง 5-10 ปี ดังนั้น ในช่วงที่เชื้อโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จึงเห็นว่า วิธีที่จะหายารักษาโรคที่ทำได้เร็วที่สุดก็ คือ ต้องอาศัยการศึกษาข้อบ่งใช้ใหม่ของยาเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาจากสมุนไพร เพื่อลดขั้นตอนการนำยามาใช้ให้ทันกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก

                การศึกษาหาเป้าหมายของยาที่จะออกฤทธิ์ในการรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีหลักการสำคัญ คือ การป้องกันเชื้อโควิด-19 เข้าสู่เซลล์ และการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ยาต้านเชื้อไวรัส Remdesivir เป็นยาแผนปัจจุบันที่กำลังมีการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ในการป้องกันและรักษาโรค Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus หรือโรค MERS-CoV ได้มีการนำมาศึกษาในการยับยั้งเชื้อโควิด-19 ในหลอดทดลอง Remdesivir ออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง Viral RNA–dependent, RNA polymerase ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการเพิ่มปริมาณเชื้อ (Li et al, 2020) และมีการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงจากผู้ป่วย 53 คน พบว่า มีอาการดีขึ้น 36 คน (Grein et al, 2020) สำหรับรายละเอียดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยานี้ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยของ Grein et al, 2020 และ Wang et al, 2020) จึงจัดได้ว่า Remdesivir ซึ่งเป็นยาที่กำลังมีการศึกษาการต้านเชื้อไวรัสอยู่แล้ว และสามารถนำมาใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้เร็วที่สุด (Beigel et al, 2020)

ฟ้าทะลายโจร

                ยาสมุนไพรที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจในการนำมาใช้รักษาโรคโควิด-19 ในขณะนี้ คือ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งในต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคหวัด (Common cold) ในคนมาเป็นเวลานานแล้ว (Thamlikitkul et al, 1991; Cáceres et al, 1997; Hancke et al, 1995)

                ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata Wall ex Ness. วงศ์ Acanthaceae) เป็นพืชสมุนไพรไทยที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ให้ความสนใจมาเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาวิจัย ตั้งแต่วิธีการปลูก วิธีการเตรียมสารสกัด การควบคุมคุณภาพสารสำคัญ การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา และได้เขียนบทความเผยแพร่ซึ่งติดตามอ่านได้ดังนี้

                ฟ้าทะลายโจร: การนำไปใช้และข้อควรระวัง (1 May 2020)
ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) – ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้ (16 February 2016)
“ฟ้าทะลายโจร” สมุนไพรที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ (15 February 2016)

                นอกจากนี้ สาร Andrographolide ซึ่งเป็นสารสำคัญหลักในฟ้าทะลายโจร ยังมีการศึกษาอย่างแพร่หลายในห้องปฏิบัติการและทางคลินิกเพื่อใช้เป็นยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งครอบคลุมเชื้อไวรัสหลายชนิด (Cai et al, 2015; Cai et al, 2016; Chen et al, 2009; Churiyah et al, 2015; Ding et al, 2017; Edwin et al. 2016; Gupta et al, 2017; Lee et al, 2014; Ling et al, 2014; Paemanee et al, 2019; Tang et al, 2012; Wintachai et al, 2015) สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับสาร Andrographolide ในการยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 มีการพยากรณ์โดยใช้เทคนิคทางวิทยาการเคมีเชิงคำนวณ เพื่อดูว่า สาร Andrographolide จะสามารถจับกับเป้าหมายสำคัญในกลไกการเข้าสู่เซลล์และเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสได้หรือไม่?

กลไกการออกฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 ของสาร Andrographolide

                เชื้อไวรัสโควิด-19 มีตำแหน่งที่สำคัญ คือ Spike glycoprotein (ส่วนที่เป็นหนาม) ที่จะจับกับ Angiotensin converting enzyme-2 (ACE-2) โดยตำแหน่งนี้มีความสำคัญสำหรับการที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ เมื่อไวรัสเข้าเซลล์แล้วจะมีการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสขึ้น ซึ่งต้องอาศัย Main protease Mpro และ Papain-like protease PLpro มีรายงานว่า สาร Andrographolide สามารถยับยั้งการทำงานของ Main protease ได้ (Bhuiyan et al, 2020; Enmozhi et al, 2020; Mohammad et al, 2020; Shi et al, 2020) นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สาร Andrographolide สามารถยับยั้งที่ Spike protein และ ACE2 (Maurya et al, 2020) และ PLpro 3CLpro และ Spike protein (Murugan et al, 2020)

                จากการศึกษาในหลอดทดลองของคณะนักวิจัยที่ไต้หวันพบว่า สาร Andrographolide ยับยั้งเอนไซม์ Main protease ได้จริงตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อทำการศึกษาโดยวิทยาการเคมีเชิงคำนวณ (Shi et al, 2020) นอกจากคุณสมบัติในการยับยั้งกลไกการเข้าสู่เซลล์และเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสแล้ว สารสกัดฟ้าทะลายโจร ยังมีฤทธิ์อีกหลากหลายที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการได้รับเชื้อไวรัส เช่น การลดการอักเสบ (Akbar, 2011; Cai et al, 2016) เป็นต้น ส่วนฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือการปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน (Churiyah et al, 2015; Wang et al, 2010) เป็นเรื่องที่ซับซ้อน (Jafarzadeh et al, 2020) และจะต้องระมัดระวังอย่างมาก จึงยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยต่อไป

การศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นของฟ้าทะลายโจร

                สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาของคณะนักวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร และสาร Andrographolide มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้จากผู้ป่วยในประเทศไทยได้ และจากการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในประเทศไทยซึ่งมีผู้ป่วยเหลือจำนวนน้อยแล้ว ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และหน่วยงานภาคีร่วมวิจัย ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ และองค์การเภสัชกรรม พบว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระดับความรุนแรงน้อย จำนวน 6 ราย ซึ่งได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง มีอาการดีขึ้นทุกราย หลังวันที่สามของการได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจร ซึ่งขณะนี้ ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนที่จะขยายการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป ในช่วงที่เริ่มจะมีการระบาดครั้งใหม่นี้

ข้อควรระวังในการใช้ฟ้าทะลายโจร

                อย่างไรก็ตาม การใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรค มีข้อที่ควรคำนึงถึงคือ ปริมาณของสารสำคัญ Andrographolide ในฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสมจะต้องมีมากพอที่จะมีฤทธิ์ในการรักษา แต่ก็ไม่มากจนเกิดอาการข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งจากการสำรวจผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปพบว่า มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น แคปซูลบรรจุผงบดละเอียด แคปซูลบรรจุสารสกัด ทั้งที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นยาสมุนไพรซึ่งมีการระบุปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ Andrographolide หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากชุมชนหรือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า แต่ละผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีปริมาณสารสำคัญแปรปรวนมาก ซึ่งอาจมีผลทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาโรคแตกต่างกัน ทำให้มีปริมาณการรับประทานมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในเบื้องต้นการใช้ผลิตภัณฑ์ควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในฉลาก และข้อสำคัญคือ หลังการใช้ หากมีอาการแพ้ผื่นคัน ควรหยุดใช้ยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และไม่ควรใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือด เป็นต้น

สรุป

                จากข้อมูลที่นำเสนอนี้จะเห็นได้ว่า มีความพยายามของนักวิจัยทั่วโลก โดยเฉพาะจากประเทศอินเดียและจีน ที่ให้ความสำคัญในการศึกษาหายามารักษาโรคโควิด-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งสารสำคัญหลักในฟ้าทะลายโจร (Andrographolide) นอกจากจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส จากการพยากรณ์โดยใช้วิทยาการเคมีเชิงคำนวณแล้ว ยังมีการทดสอบว่า สามารถยับยั้งการทำงานของ Main protease ในหลอดทดลองได้จริง ซึ่งกลไกนี้เป็นเป้าหมายของการออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสในร่างกาย และขณะนี้ทีมนักวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการพบว่า ฟ้าทะลายโจรและสาร Andrographolide สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในหลอดทดลอง และจากการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นยังได้ผลการทดสอบในเชิงบวก โดยผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีอาการน้อยสามารถหายได้เร็วขึ้น และตรวจไม่พบเชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไปในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังจะต้องทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของสารสำคัญฟ้าทะลายโจรในร่างกาย และอาการข้างเคียงหลังจากการรับประทาน เพื่อใช้ในการกำหนดปริมาณของการรับประทานยา ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาและมีความปลอดภัยกับผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยสบายใจได้ระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อยประเทศไทยเรา ก็ยังมีทางเลือกในการนำสมุนไพรไทยมาให้ใช้เป็นยารักษาได้ โดยหากพบว่า มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด ในเบื้องต้นก็สามารถที่จะใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาบรรเทาอาการก่อนที่จะไปพบแพทย์ต่อไป แต่วิธีที่ดีที่สุดคงจะเป็นมาตรการป้องกันที่ประเทศไทยใช้ได้ผลดี และได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลกมาแล้ว ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในที่มีคนหนาแน่น และอากาศถ่ายเทไม่ดี การหมั่นล้างมือบ่อยๆ และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หากคนไทยทุกคนร่วมใจสามัคคีกันตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำอย่างเคร่งครัด คาดว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง

  • Akaji K and Kono H. Design and evaluation of anti-SARS-Coronavirus agents based on molecular interactions with the viral protease. Molecules. 2020; 25:3920.
  • Akbar S. Andrographis paniculata: A review of pharmacological activities and clinical effects. Altern Med Rev. 2011; 16(1):66-77.
  • Alazmi M and Motwalli O. Molecular basis for drug repurposing to study the interface of the S protein in SARS-CoV-2 and human ACE2 through docking, characterization, and molecular dynamics for natural drug candidates. J Mol Model. 2020; 26:338.
  • Beigel JH, et al. Remdesivir for the treatment of Covid-19-Final report. N Engl J Med. 2020; 383:1813-26.
    Bhuiyam FR, et al. Plants metabolites: Possibility of natural therapeutics against the COVID-19 pandemic. Front Med (Lausanne). 2020; 7:444.
  • Boopathi S, et al. Novel 2019 coronavirus structure, mechanism of action, antiviral drug promises and rule out against its treatment. J Biomol Struct Dyn. Published online: 30 April 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1758788)
    Cáceres DD, et al. Prevention of common colds with Andrographis paniculata dried extract: A pilot double blind trial. Phytomedicine. 1997; 4(2):101-4.
  • Cai W, et al. 14-Deoxy-11,12-dehydroandrographolide exerts anti-influenza A virus activity and inhibits replication of H5N1 virus by restraining nuclear export of viral ribonucleoprotein complexes. Antiviral Res. 2015; 118:82-92.
  • Cai W, et al. 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide attenuates excessive inflammatory responses and protects mice lethally challenged with highly pathogenic A(H5N1) influenza viruses. Antiviral Res. 2016; 133:95-105.
  • Chen J-X, et al. Activity of andrographolide and its derivatives against influenza virus in vivo and in vitro. Biol Pharm Bull. 2009; 32(8):1385-91.
  • Churiyah, et al. Antiviral and immunostimulant activities of Andrographis paniculata. HAYATI J Biosci. 2015; 22(2):67-72.
  • Das S, et al. An investigation into the identification of potential inhibitors of SAR-CoV-2 main protease using molecular docking study. J Biomol Struct Dyn. Published online: 13 May 2020. (DOI:10.1080/07391102.2020.1763201)
  • Ding Y, et al. Andrographolide inhibits influenza A virus-induced inflammation in a murine model through NF-κB and JAK-STAT signaling pathway. Microbes Infect. 2017; 19(12):605-15.
  • Edwin E-S, et al. Anti-dengue efficacy of bioactive andrographolide from Andrographis paniculata (Lamiales: Acanthaceae) against the primary dengue vector Aedes aegypti (Diptera: Culicidae). Acta Trop. 2016; 163:167-78.
  • Enmozhi SK, et al. Andrographolide as a potential inhibitor of SARS-CoV-2 main protease: An in silico approach. J Biomolec Struc Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1760136)
  • Fiorucci D, et al. Computational drug repurposing for the identification of SARS-CoV-2 main protease inhibitors. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1796805)
  • Goyal B and Goyal D. Targeting the dimerization of the main protease of coronaviruses: A potential broad-spectrum therapeutic strategy. ACS Comb Sci. 2020; 22(6): 297–305.
  • Grein J, et al. Compassionate use of remdesivir for patients with severe Covid-19. N Engl J Med. 2020; 382:2327-36.
    Gupta B, et al. 2017. Broad-spectrum antiviral properties of andrographolide. Arch Virol. 2017; 162(3): 611-23.
  • Hancke J, et al. A double-blind study with a new monodrug Kan Jang: Decrease of symptoms and improvement in the recovery from common colds. Phytother Res. 1995; 9(8): 559-62.
  • Hoffmann M, et al. SARS-CoV-2 cell entry depends on ACE2 and TMPRSS2 and is blocked by a clinically proven protease inhibitor. Cell. 2020; 181(2): 271-80.
  • Jafarzadeh A, et al. Contribution of monocytes and macrophages to the local tissue inflammation and cytokine storm in COVID-19: Lessons from SARS and MERS, and potential therapeutic interventions. Life Sci. 2020; 257:118102.
  • Kodchakorn K, et al. Molecular modelling investigation for drugs and nutraceuticals against protease of SARS-CoV-2. J Mol Graph Model. 2020; 101:107717.
  • Lakshmi SA, et al. Ethnomedicines of Indian origin for combating COVID-19 infection by hampering the viral replication: using structure-based drug discovery approach. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1778537)
    Lee J-C, et al. Andrographolide exerts anti-hepatitis C virus activity by up-regulating haeme oxygenase-1 via the p38 MAPK/Nrf2 pathway in human hepatoma cells. Br J Pharmacol. 2014; 171(1): 237-52.
  • Li Z, et al. Rapid review for the anti-coronavirus effect of remdesivir. Drug Discov Ther. 2020; 14(2): 73-6.
  • Ling APK, et al. Inhibitory activities of methanol extracts of Andrographis paniculata and Ocimum sanctum against dengue-1 virus. International Conference on Biological, Environment and Food Engineering (BEFE-2014), August 4-5, 2014 Bali (Indonesia). 2014. (DOI: 10.15242/IICBE.C814013)
  • Maurya VK, et al. Structure-based drug designing for potential antiviral activity of selected natural products from Ayurveda against SARS-CoV-2 spike glycoprotein and its cellular receptor. VirusDisease. 2020; 31:179-93.
  • Mohammad T, et al. Identification of high-affinity inhibitors of SARS-CoV-2 main protease: Towards the development of effective COVID-19 therapy. Virus Res. 2020; 288: 198102.
  • Murugan NA, et al. Computational investigation on Andrographis paniculata phytochemicals to evaluate their potency against SARS-CoV-2 in comparison to known antiviral compounds in drug trials. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1777901)
  • Paemanee A, et al. A proteomic analysis of the anti-dengue virus activity of andrographolide. Biomed Pharmacother. 2019; 109: 322-32.
  • Shi T-Z, et al. Andrographolide and its fluorescent derivative inhibit the main proteases of 2019-nCoV and SARS-CoV through covalent linkage. Biochem Biophys Res Commun. 2020; 533(3):67–473.
  • Stoddard SV, et al. Optimization rules for SARS-CoV-2 Mpro antivirals: Ensemble docking and exploration of the coronavirus protease active site. Viruses. 2020; 12(9):942.
  • Tang LIC, et al. Screening of anti-dengue activity in methanolic extracts of medicinal plants. BMC Complement Altern Med. 2012; 12:3.
  • Thamlikitkul V, et al. Efficacy of Andrographis paniculata, Nees for pharyngotonsillitis in adults. J Med Assoc Thai. 1991; 74(10):437-42.
  • Wang W, et al. Immunomodulatory activity of andrographolide on macrophage activation and specific antibody response. Acta Pharmacol Sin. 2010; 31(2):191-201.
  • Wang Y, et al. Remdesivir in adults with severe COVID-19: a randomised, double-blind, placebo-controlled, multicentre trial. Lancet. 2020; 395:1569-78.
  • Wintachai P, et al. Activity of andrographolide against chikungunya virus infection. Sci Rep. 2015; 5: 14179.
  • Wu C, et al. Analysis of therapeutic targets for SARS-CoV-2 and discovery of potential drugs by computational methods. Acta Pharm. Sin. B. 2020; 10(5):766-88.
  • Zhou Y, et al. Network-based drug repurposing for novel coronavirus 2019-nCoV/SARS-CoV-2. Cell Discov. 2020; 6:14.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2402


ฟ้าทะลายโจร มีผลข้างเคียงต่อตับหรือไม่?

ดร.ทวิช สุริโย, ดร.ภญ.ผาณิต ทรงวุฒิ, รศ.ดร.ภญ.ดวงจิตต์ พนมวัน ณ อยุธยา,
ดร.ภรณี ปูรณโชติ, ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก, รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                สืบเนื่องจากมีผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าใช้ฟ้าทะลายโจรแล้วทำให้ตับพัง จากงานวิจัยฟ้าทะลายโจรในต่างประเทศที่ใช้ฟ้าทะลายโจรทั้งชนิดผงและสารสกัด ในการรักษาอาการหวัด หลอดลมอักเสบ ไม่มีรายงานว่าฟ้าทะลายโจรก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ นอกจากนั้นในการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของการใช้ผงฟ้าทะลายโจรปริมาณ 12 แคปซูล (4.2 กรัม) ต่อวัน ติดต่อกัน 3 วัน (มีปริมาณสาร Andrographolide 97 มิลลิกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าการทำงานของเอนไซม์ตับ AST (Aspartate Aminotransferase) และ ALT (Alanine Aminotransferase) ผิดปกติ (Suriyo et al., 2017) สำหรับการศึกษาความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของสารสกัดฟ้าทะลายโจรปริมาณ 9 แคปซูล ต่อวัน (มีปริมาณสาร Andrographolide ขนาด 180 มิลลิกรัมต่อวัน) [อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษา] ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มทั้งขนาดและระยะวันการได้รับฟ้าทะลายโจร ก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์ตับเช่นกัน แต่หากใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร Andrographolide ในขนาดสูงถึง 360 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 7 วัน จะพบการเปลี่ยนแปลงของ AST เล็กน้อย ในอาสาสมัคร 1 คนใน 12 คน ซึ่งค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นนี้จะกลับเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนค่าเอนไซม์ ALT จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอาสาสมัคร 4 คน ซึ่งคิดเป็น 33.33% แต่การทำงานของเอนไซม์ก็จะกลับเป็นปกติภายใน 1-3 สัปดาห์ ดังนั้นขนาดของสาร Andrographolide ที่เหมาะสม คือ 180 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน จึงไม่ควรใช้ในขนาดและระยะเวลานานเกินกว่านี้

                เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมากที่ต้องการยารักษาโรคโควิด-19 และยาฟ้าทะลายโจรก็เป็นสมุนไพรที่ได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งกลไกการออกฤทธิ์ อาการข้างเคียง และการศึกษาในทางคลินิกในผู้ติดเชื้อจริง ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งได้มีการใช้ในรูปแบบผง สารสกัด และการพัฒนาสารอนุพันธ์ Andrographolide ให้อยู่ในรูปแบบยาฉีด ดังนั้นหากมีการพบการติดเชื้อโควิด-19 จึงควรใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรทั้งรูปแบบผงและสารสกัดทันที ในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นยาที่มีประโยชน์มากและมีความปลอดภัยในระดับที่รับได้ เป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาลและช่วยระบบสาธารณสุขของชาติได้

                เอกสารอ้างอิง
                Suriyo T, Pholphana N, Ungtrakul T, Rangkadilok N, Panomvana D, Thiantanawat A, Pongpun W, Satayavivad J. (2017). Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects. Planta Med. 83(9):778-789. DOI: 10.1055/s-0043-104382.


การปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนไทย

ดร.นุชนาถ รังคดิลก สุมลธา หนูคาบแก้ว รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ทุเรียน เป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่เป็นสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก หนึ่งในประเทศที่นำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นจำนวนมากก็คือ ประเทศจีน สำหรับการส่งออกทุเรียนไปจีนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค.2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้ว 714,334 ตัน มีมูลค่าถึง 94,870 ล้านบาท การส่งออกทุเรียนไปยังจีนจึงถือเป็นรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของไทย แต่ในปี 2567 นี้ ทางจีนได้มีรายงานการแจ้งเตือนการตรวจพบการปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีน โดยได้มีการแจ้งเตือนมาตั้งแต่ 11 มี.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันมีการแจ้งเตือนแล้ว จำนวน 6 ครั้ง จากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ 12 ราย และแหล่งผลิตจำนวน 15 สวน จำนวน 16 ล็อต
(อ้างอิงจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/343652) และก่อนหน้านี้ทางกรมกักกันสัตว์และพืชของศุลกากรแห่งชาติจีนก็ได้มีการส่งเอกสารเตือนไปยังสถานทูตเวียดนามในจีนระบุว่ามีการตรวจพบทุเรียนนำเข้าจากเวียดนามถึง 77 ล็อต มีการปนเปื้อน “แคดเมียม” เกินกำหนด และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ 15 แห่ง และสวนผลไม้ 18 แห่งในเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เป็นต้นมาเช่นกัน
(อ้างอิงจาก https://www.opsmoac.go.th/guangzhou-news-files-461391791999)

                “แคดเมียม” ในทุเรียนมาจากไหน? แล้วในทุเรียนจากไทยมีปริมาณ “แคดเมียม” เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้จริงหรือไม่ การปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียน อาจเป็นผลมาจากแคดเมียมที่มีอยู่ในดินและน้ำบริเวณแหล่งปลูก ปุ๋ยที่ใช้ (ปุ๋ยจากมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลสุกรมีปริมาณแคดเมียมสูงกว่ามูลวัวหรือมูลไก่1) หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ กรมวิชาการเกษตรของไทยจึงได้สั่งระงับการส่งออกทันที ทั้งในส่วนของโรงคัดบรรจุและสวน และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างทุเรียน ดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต เพื่อเร่งหาสาเหตุการปนเปื้อน ซึ่งจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีตัวอย่างทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่จีนกำหนดไว้ที่ ปริมาณแคดเมียมต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2017 จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย (หมายเลขทะเบียน 1299/62 การทดสอบอาหาร) โดยได้รับการรับรองในรายการทดสอบ คือ การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม แมงกานีส ทองแดง แคดเมียม สังกะสี และชนิดของสารหนู ในตัวอย่างอาหาร (โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ได้ทำการเก็บตัวอย่างทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่วางจำหน่ายทั่วไป (จำนวน 7 ตัวอย่าง) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” โดยใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ผลที่ได้พบการปนเปื้อนของ “แคดเมียม” ในเนื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองในปริมาณต่ำ (<0.005-0.0163 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนของเมล็ดทุเรียน มีปริมาณ “แคดเมียม” สูงกว่าเนื้อและเปลือกทุเรียน แต่ปริมาณที่ตรวจพบในทุเรียนนี้ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ทางจีนกำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของกรมวิชาการเกษตร อย่างไรก็ตามจำนวนตัวอย่างที่นำมาตรวจวิเคราะห์ยังมีจำนวนน้อย จึงควรมีการสุ่มตัวอย่างจากแหล่งปลูกทุเรียนมาตรวจเพิ่มเติม และตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อื่นๆด้วย ซึ่งขณะนี้ทางกรมวิชาการเกษตรได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ส่งออกทุเรียน ในระหว่างวันที่ 2 – 16 ก.ย. 2567 นำตัวอย่างทุเรียน 5 ลูกต่อการส่งออก 1 ล็อต มาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อน “แคดเมียม” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับบริโภคและผู้นำเข้าทุเรียนจากไทย

                ทางสถาบันฯ ยินดีให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยแก่ผู้ส่งออกทุเรียน หรือเกษตรกรที่ต้องการตรวจ สามารถติดต่อได้ที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ (คุณเนตรทราย โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8620; email: [email protected] หรือคุณปิยพล โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8570 หรือ 089-449 9290; email: [email protected])

                ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/3475


จากงานวิจัย “ลำไยไทย” ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ โดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหลากหลายชนิดของประเทศ โดยเฉพาะพืชสมุนไพรและพืชพื้นถิ่นที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อสุขภาพจึงทรงมีพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มุ่งทำการศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพืชสมุนไพรไทยที่มีความสำคัญทางการแพทย์และสาธารณสุข นำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นยารักษาโรค ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

                หนึ่งในผลงานวิจัยที่สำคัญจากการนำวัสดุเหลือใช้ในประเทศมาใช้ประโยชน์ และถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ได้แก่ โครงการ “การวิจัยและพัฒนาสารสกัดจากเมล็ดและดอกลำไย” ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นของคณะนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการศึกษาวิจัย โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาวิธีการสกัดและวิธีวิเคราะห์สารสำคัญจากส่วนต่าง ๆ ของผลลำไยสายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย ทั้งเมล็ด เนื้อ และเปลือก โดยค้นพบสารธรรมชาติที่มีฤทธิ์  ทางชีวภาพ ประกอบด้วย กรดเอลลาจิก (Ellagic acid), กรดแกลลิค (Gallic acid) และสารคอริลาจิน (Corilagin) เป็นต้น โดยมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Antityroninase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในการสร้างเม็ดสี ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์และจัดอันดับในวารสารวิชาการระดับโลก  อีกทั้งจากการศึกษาวิจัยนี้ ยังได้พัฒนาต่อยอดไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพที่หลากหลาย ผลิตเป็นยาบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของร่างกาย เช่น จากโรคข้อเข่าเสื่อม และการนำไปใช้ประโยชน์เป็นสารสำคัญที่ช่วยลบเลือนฝ้า และ จุดด่างดำบนใบหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเวชสำอาง

                ความสำคัญของผลงานวิจัยดังกล่าว ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์ไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง แต่ยังเป็นการยกระดับ “เมล็ดและดอกลำไย” จากวัสดุเหลือใช้ในภาคการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรและส่งเสริมด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

                พร้อมกันนี้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยทำข้อตกลงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ บริษัทโอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด (Orex Trading Company Limited) เป็นผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมสารสกัดลำไยแก้ฝ้า ในชื่อ ดารารัถยา เรเดียนท์ สปอต เคลียร์ (Dararathaya Radiant Spot Clear; เลขที่จดแจ้ง 13-1-6700032169) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตครีมบรรเทาอาการปวดจากสารสกัดลำไย ในชื่อ ดาราแกนครีม (DaraGan Cream) ให้กับ บริษัท ไบโอแลป จำกัด (Biolab Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาชั้นนำของประเทศ และยังได้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดาราแกนครีม เป็นยาความเสี่ยงต่ำ
(เลขทะเบียน 2A 16/67) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรขึ้นมา
เป็นยาแผนปัจจุบันที่มีการศึกษาวิจัยประสิทธิภาพในทางคลินิกสนับสนุน

                นอกจากนี้ สารสกัดลำไย ที่สถาบันฯ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นนี้ ยังได้รับการรับรองด้านคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาเป็น Certified Herbal Ingredient (เลขที่ CHI2024-001-Rev 00) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสารสำคัญหลักในการผลิตยาและเวชสำอางได้

                ผลงานวิจัยในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์และสร้างผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมต่อระบบสาธารณสุขของประเทศโดยคณะนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งรับสนองพระนโยบายขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้คณะนักวิจัยไทยได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน


ทำไมจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร

รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก นักวิจัยเชี่ยวชาญ
นันทนิจ ผลพนา นักวิจัยชำนาญการ
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                1. บทนำ

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เริ่มโครงการปลูกพืชสมุนไพรที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีการปลูกขมิ้นชัน ไพล และฟ้าทะลายโจร เพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านมีรายได้เสริม หมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านเขมรอพยพมาก่อน หลังจากเขมรได้กลับคืนประเทศกัมพูชา  สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงได้รับมอบหมายให้จัดตั้งหมู่บ้านทับทิมสยามตามแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา โดยอยู่ในความดูแลของสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  ปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิด และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตสมุนไพรที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในด้านการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการปลูกสมุนไพรอินทรีย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรหลักให้แก่ โรงพยาบาลวังน้ำเย็น และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อีกด้วย

                2. ทำไมฟ้าทะลายโจรจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำ ?

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่ทำการผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัดด้วยน้ำ นักวิจัยทั้งจากภาครัฐและเอกชนไม่ค่อยนิยมใช้สารสกัดน้ำ เพราะการสกัดฟ้าทะลายโจรด้วยน้ำ จะได้ปริมาณสารสำคัญออกฤทธิ์น้อยกว่าการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เหตุผลที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เลือกใช้น้ำในการเตรียมสารสกัดเนื่องจาก

  1. การใช้ของแพทย์แผนไทย จะเลือกใช้น้ำเป็นตัวทำละลายในการต้มยาสมุนไพร
  2. ถ้าใช้ในรูปแบบใบแห้ง/ผงบด แล้วบรรจุแคปซูล อาจต้องรับประทานยาเป็นจำนวนมากถึง 9-12 แคปซูลต่อวัน จึงจะได้สารออกฤทธิ์เพียงพอต่อการรักษาโรค ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
  3. การใช้น้ำในการสกัดจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าแอลกอฮอล์ ซึ่งมีราคาแพงกว่าและจะต้องมั่นใจว่าสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในสารสกัดออกได้หมด แอลกอฮอล์สามารถสกัดสารออกฤทธิ์หลักได้ปริมาณมาก ซึ่งเป็นข้อดี แต่สารสกัดเข้มข้นที่ได้ จะมีลักษณะเหนียวข้น ซึ่งเมื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาจจะปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาได้น้อยกว่าสารสกัดน้ำ ทำให้ปริมาณยาที่จะถูกดูดซึมมีน้อย จึงส่งผลให้ระดับตัวยาสำคัญในกระแสเลือดน้อยกว่าสารสกัดน้ำที่มีการละลายของสารออกฤทธิ์ได้ดีกว่า เมื่อรับประทานยาแคปซูลที่ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide เท่ากัน

                3. ทำไมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงประสบความสำเร็จในการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย?

                3.1 การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ)

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์สารสำคัญออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรได้พร้อมกัน 4 ชนิด ได้แก่ Andrographolide (AP1), 14-Deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3), Neoandrographolide (AP4) และ 14-deoxyandrographolide (AP6) และนำมาใช้ในการควบคุมปริมาณสารสำคัญในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรตั้งแต่การเลือกระยะเวลาเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์โดยเฉพาะ Andrographolide ได้มากที่สุด และมีการศึกษาความคงตัวของสารสำคัญในวัตถุดิบว่าสามารถเก็บได้อย่างน้อย 3 ปี ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์และวิธีการเก็บรักษา

                3.2 การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ)

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีการตรวจสอบและควบคุมปริมาณของสารสำคัญทั้งในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรก่อนนำมาใช้ในการเตรียมสารสกัดน้ำและหลังจากได้สารสกัดเป็นผงแห้งแล้ว  และได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรครั้งแรก เรื่อง “วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae)และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547

                ต่อมา ได้ทำการยื่นจดอนุสิทธิบัตรอีก 1 เรื่อง คือ “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae), องค์ประกอบทางเภสัชกรรมของสารสกัดดังกล่าว และการใช้สารสกัดดังกล่าวสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หรือยาลดความดันโลหิต หรือยาที่ใช้รักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ตับและท่อน้ำดี” เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555

                3.3 การผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ)

                สถาบันฯได้พัฒนาสูตรยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร โดยนำสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญที่แน่นอนมาใช้ในการผลิตแคปซูล ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีปริมาณสาร Andrographolide (AP1) 10 มิลลิกรัมต่อแคปซูล และบรรจุในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม เพื่อให้สารสำคัญมีความคงตัวที่ดี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรนี้ ยังได้มีการศึกษาการละลาย (Dissolution testing) เพื่อดูการละลายของสารสำคัญจากแคปซูลอีกด้วย ผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีการละลายของ AP1 มากกว่า 80% ใน 45 นาที

                4. ทำไมต้องมีการถ่ายเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดให้ภาคเอกชน?

                เนื่องจาก ในระดับอุตสาหกรรมมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก การเข้าไปร่วมทำการวิจัยเพื่อขยายกำลังการผลิตสารสกัดกับโรงงานที่มีอยู่แล้ว จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยาสมุนไพรภายในประเทศ

                บริษัท ปานะโอสถ จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณ มีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล (GMP PIC/S) และบิดาเจ้าของโรงงาน เป็นแพทย์แผนไทยมาก่อน จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่ง  ที่จะผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และนำสมุนไพรไทยไปสู่ตลาดโลกให้เป็นที่รู้จัก

                5. การขึ้นทะเบียนยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรและแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (สำหรับแก้ไข้) ให้กับ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด โดยมูลนิธิจุฬาภรณ์เป็นผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับเลขทะเบียนที่ G 616/65 ในปี พ.ศ. 2565 เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรขายทั่วไปประเภทยาจากสมุนไพร โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” หรือ “PC-1999”  ซึ่งมีความหมายดังนี้

PC           เป็นคำย่อมาจาก Princess Chulabhorn
                         พระนามขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

1999       เป็นปีที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดงานประชุม
                         Princess Chulabhorn Science Congress ครั้งที่ 4
                         ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542)
                         และองค์ประธานสถาบันฯ ทรงริเริ่มโครงการสมุนไพร
                         ที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05

                หลังจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเสด็จในพระราชพิธีเปิดงานประชุมฯ แล้ว ทรงมีพระราชดำรัสชมเชยการดำเนินงานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในเวทีนานาชาติ และทรงพระราชทานพระราโชบายให้องค์ประธานสถาบันฯ นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ระดับรากหญ้า จึงเป็นที่มาของ “โครงการสมุนไพรของหมู่บ้านทับทิมสยาม 05” โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “Green Health” ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการพัฒนาศักยภาพของสตรีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                6. หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา