สารหนูและแคดเมียม ในอาหารทะเล…ปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่?

ดร. นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร. จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                อาหารทะเล…ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่หลายๆคนก็ยังชอบรับประทาน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก เมื่อนำมาประกอบอาหาร ล้วนแต่มีรสชาติถูกปาก เป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะไอโอดีน ไอโอดีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในการสร้างไธรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมพัฒนาการของสมอง อาหารที่มีไอโอดีนสูง ได้แก่ อาหารทะเลทั้งสัตว์และพืช เช่น ปลาทะเล กุ้งทะเล สาหร่ายทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเติมไอโอดีนในเครื่องปรุงรสเค็ม เช่น เกลือ เป็นต้น เพื่อให้สะดวกต่อการบริโภคได้ทุกวัน แต่จากข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่มีการตรวจพบปริมาณสารหนูในอาหารทะเล ได้แก่ ตัวอย่างปลาหมึกแห้ง (5 ตัวอย่าง; วันที่ 28 ม.ค. 2554) มีปริมาณสารหนู 0.339-0.858 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/144507), ตัวอย่างปลาหมึกอบกรอบแผ่นปรุงรส (5 ตัวอย่าง; วันที่ 28 ส.ค. 2558) มีปริมาณสารหนู 1.637-30.407 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/ 521122), และเมื่อเร็วๆนี้ มีรายงานปริมาณสารหนูในตัวอย่างปลาจิ้งจั้ง หรือปลาฉิ้งฉั้ง ที่ทำมาจากปลากะตักตัวเล็กๆซึ่งเป็นปลาทะเลขนาดจิ๋ว (5 ตัวอย่าง; วันที่ 6 พ.ย. 2558) พบปริมาณสารหนู 2.222-5.286 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/537269) นอกจากนี้ยังมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแคดเมียมในปลากระป๋อง ได้แก่ ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ และปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ อาหารยอดนิยมที่ชาวบ้านแบบเราๆชอบรับประทาน พบว่า ตัวอย่างปลากระป๋อง 5 ตัวอย่าง จาก 5 ยี่ห้อ มีปริมาณแคดเมียมปนเปื้อน 2 ตัวอย่าง (0.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) (ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/104755)

                เราคงจะมีคำถามขึ้นว่า สารหนูและแคดเมียมเหล่านี้มาจากไหน ทำไมจึงตรวจพบในปริมาณมากในอาหารทะเล? สารหนูเป็นธาตุกึ่งโลหะ ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ เช่น ดิน หิน แหล่งน้ำ การระเบิดของภูเขาไฟ หรือเกิดจากการเผาถ่านหิน ตลอดจนการใช้ปุ๋ยและสารกำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืช ส่วนแคดเมียมเป็นโลหะหนักที่มีสีเงินแกมขาว โดยทั่วไปแคดเมียมที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมจะพบในแหล่งทำเหมืองสังกะสีและตะกั่ว อุตสาหกรรมยาสูบและบุหรี่ นอกจากนี้ยังนิยมใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้า โลหะผสม และอะไหล่รถยนต์ การใช้โลหะหนักเหล่านี้ในกระบวนผลิตทางอุตสาหกรรมบางอย่าง อาจทำให้มีการปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรม หรือภาคเกษตรกรรมที่มีสารหนูและแคดเมียมปนเปื้อนในสารกำจัดศัตรูพืชหรือมูลสัตว์ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเมื่อมีฝนตกอาจจะถูกชะล้างลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น ดิน แม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร เป็นต้น ทำให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆได้รับสารหนูและแคดเมียมนี้เข้าไปสะสมในร่างกาย และเมื่อผู้บริโภครับประทานสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป ก็จะได้รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายด้วย

                สารหนูที่พบในธรรมชาติมี 2 รูปแบบ คือ สารหนูอินทรีย์ (Organic) และสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic) ความเป็นพิษของสารหนูขึ้นอยู่กับชนิดของสารหนู รวมทั้งระยะเวลาและปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารหนูอนินทรีย์จัดว่าเป็นสารหนูที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ และถูกจัดให้เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในคนได้ แต่ร่างกายจะสามารถขับสารหนูออกได้เองโดยทางปัสสาวะในเวลา 2-3 วัน ถ้าได้รับสารหนูปริมาณน้อย แต่ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ เป็นระยะเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดการสะสมของสารหนูในร่างกาย แล้วเกิดความเป็นพิษได้ ส่วนแคดเมียมจะเข้าสู่ร่างกายจากอาหารที่บริโภคเข้าไปเป็นหลัก โดยอาจปนเปื้อนมากับพืชผัก ผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนใหญ่แคดเมียมในร่างกายจะไปสะสมอยู่ที่ตับและไต ทำให้เกิดพิษในคนได้
                เมื่อทราบว่าสารหนูและแคดเมียมมีอันตรายแล้ว เรายังสามารถบริโภคอาหารทะเลเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้ารับประทานเข้าไปแล้ว สารหนูและแคดเมียมจะเข้าไปสะสมในร่างกายจนก่อให้เกิดอันตรายได้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สามารถให้คำตอบที่สงสัยได้ โดยห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ภายใต้สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารทะเลจากจังหวัดระยอง โดยทำการสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารทะเลในปี พ.ศ. 2552-2553 ได้แก่ ปลาหมึก 33 ตัวอย่าง, ปลากะพง3 ตัวอย่าง, หอยบิด 30 ตัวอย่าง, หอยแมลงภู่ 30 ตัวอย่าง, หอยตลับ 10 ตัวอย่าง, และหอยคราง 10 ตัวอย่าง (รูปที่ 1) แล้วนำตัวอย่างอาหารทะเลนี้มาทำการย่อยด้วยกรดไนตริกเข้มข้น และตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก โดยใช้เครื่อง Inductively coupled plasma mass spectrometry (ICP-MS)

รูปที่ 1 ตัวอย่างปลาหมึก ปลา และหอยชนิดต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ปริมาณสารหนูและแคดเมียม

                ข้อมูลที่ได้พบว่า ในเนื้อปลากะพงมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดในอาหาร (ตารางที่ 1) แต่ปลาหมึกและหอยมีปริมาณสารหนูและแคดเมียมสูงกว่าในเนื้อปลากะพง ส่วนหัวและตัวปลาหมึกมีปริมาณสารหนูใกล้เคียงกัน (4.572 และ 4.991 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ) สำหรับตัวอย่างหอยต่างๆ พบว่า หอยครางมีปริมาณสารหนูสูงที่สุด 6.419 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนหอยแมลงภู่ที่เรานิยมรับประทานกันมีปริมาณสารหนูเฉลี่ย 2.336 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับปริมาณแคดเมียมในอาหารทะเลนี้ พบว่า ในตัวอย่างปลา ปลาหมึก และหอยนี้ มีปริมาณแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำ (< 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ยกเว้น หอยคราง ที่มีปริมาณแคดเมียมสูง 1.951 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปริมาณสารหนูในตัวอย่างปลาหมึกและหอยนี้ สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดให้มีได้ในอาหาร

ตารางที่ 1 ปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) และแคดเมียมในตัวอย่างอาหารทะเล (มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนัก

                ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กำหนดค่าสูงสุดของสารหนูทั้งหมดหรือ Total arsenic ในอาหารทั่วไป ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกำหนดให้ปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์ในอาหารทะเลไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแคดเมียมนั้น FAO/WHO Codex Alimentarius Commission กำหนดปริมาณสูงสุดของแคดเมียมในหอย (Marine bivalve molluscs) ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ European Commission กำหนดปริมาณสูงสุดของแคดเมียมในปลาไม่เกิน 0.05-0.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขึ้นกับชนิดของปลา ส่วนในหอยกำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                จากข้อมูลการศึกษาที่ได้นี้ พบว่า ปลากะพงมีการปนเปื้อนของโลหะหนักเหล่านี้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานในอาหาร ส่วนปลาหมึกและหอยทุกตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูทั้งหมดมากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแคดเมียม พบว่า มีเพียงหอยครางเท่านั้นที่มีปริมาณแคดเมียมสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

                เมื่อพบว่ามีสารหนูสูงในอาหารทะเลแล้ว คำถามที่ตามมาคือ เรายังสามารถบริโภคอาหารทะเลนี้ได้หรือไม่ แล้วถ้าบริโภคนานๆ บ่อยๆ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจวิเคราะห์ว่าสารหนูที่พบในอาหารทะเลเหล่านี้ เป็นสารหนูชนิดที่มีความเป็นพิษสูงหรือไม่ สำหรับวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูโดยทั่วไปจะใช้วิธีของ AOAC 2005 Official Method 986.15 เป็นวิธีที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุต่างๆได้แก่ สารหนูทั้งหมด (Total arsenic), แคดเมียม, ตะกั่ว, ซีลีเนียม และสังกะสี ในอาหารต่างๆ ด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectroscopy (AAS) ซึ่งไม่ได้ตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูในอาหาร ดังนั้นเมื่อตรวจพบปริมาณสารหนูสูงในอาหารทะเลแล้ว จึงควรที่จะทำการตรวจวิเคราะห์ชนิดของสารหนูต่อไปด้วย เพื่อจะได้ทราบว่า สารหนูที่มีปริมาณสูงนี้เป็นสารหนูอนินทรีย์ที่เกินค่ามาตรฐานในอาหารนั้นๆหรือไม่ จะวิเคราะห์เฉพาะสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ไม่ได้ ควรตรวจวิเคราะห์แยกชนิดของสารหนูตามค่ามาตรฐานที่กำหนดในอาหาร

                จากการศึกษาชนิดของสารหนูต่างๆที่ปนเปื้อนในหอยและปลาหมึกเหล่านี้ (As speciation) ซึ่งได้แก่ สารหนูอนินทรีย์ [As(III), As(V)] และสารหนูอินทรีย์ [MMA: Monomethylarsonic acid; DMA: Dimethylarsenic acid และ arsenobetaine: AsB) โดยใช้เทคนิค HPLC-ICP-MS ผลที่ได้พบว่า ชนิดของสารหนูที่พบมากในหอยและปลาหมึก คือ arsenobetaine (AsB) จัดเป็นสารหนูอินทรีย์ซึ่งมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูอนินทรีย์ และสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ ในปลาหมึกมีปริมาณ AsB > 70% ของปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) (ตารางที่ 2) ส่วนหอยมีปริมาณ AsB 45-76% ของปริมาณสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีสารหนูอินทรีย์อื่นๆอีก ซึ่งไม่ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ ส่วนสารหนูอนินทรีย์ เช่น As(III) และ As(V) พบปริมาณน้อยมากในหอยและปลาหมึกนี้

ตารางที่ 2 ปริมาณสารหนูอินทรีย์ชนิด Arsenobetaine เปรียบเทียบกับสารหนูทั้งหมด (Total arsenic) ในตัวอย่างอาหารทะเล (มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนักสด)

                ถึงแม้ว่าชนิดของสารหนูที่พบมากในอาหารทะเลนี้จะเป็นสารหนูอินทรีย์ชนิดที่เป็นอันตรายน้อยกว่า ทำให้เราสามารถบริโภคอาหารทะเลเหล่านี้ได้อย่างสบายใจขึ้น แต่เราก็ไม่ควรที่จะบริโภคเป็นประจำ อย่างต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมโลหะหนักนี้ในร่างกายได้ โดยเฉพาะแคดเมียม ซึ่งมีการสะสมในร่างกายได้นานกว่าสารหนู และเราควรที่จะรับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะผักและผลไม้ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะได้เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

                นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐก็ควรมีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณการปนเปื้อนของโลหะหนักเหล่านี้ในอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง และค้นหาแหล่งที่มาของโลหะหนักเหล่านี้ เพื่อลดการปนเปื้อนลงสู่น้ำทะเลที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ เพื่อให้อาหารทะเลเป็นอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหารสำหรับการบริโภคต่อไป

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1657


“ฟ้าทะลายโจร” สมุนไพรที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นันทนิจ ผลพนา, ดร.นุชนาถ รังคดิลก และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการวิจัยฟ้าทะลายโจรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ราษฎรอย่างแท้จริงศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และทรงมอบหมายพระนโยบายให้สถาบันทำโครงการเพื่อสนองพระราชประสงค์ โดยมอบหมายให้สำนักวิจัย/วิชาการ ซึ่งขณะนั้นกำลังจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพสตรีโดยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขอรับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สำนักวิจัย/วิชาการ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนายาสมุนไพรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีพื้นที่โครงการอยู่ที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ของสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โครงการเพิ่มศักยภาพสตรีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือ

  1. สาธิตและฝึกอบรมการปลูกสมุนไพรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มสตรีเพื่อทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ จัดเวรกันดูแลสมุนไพร ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น และไพล
  2. การเก็บเกี่ยวสมุนไพรและวิธีการอบแห้งที่สะอาดเพื่อบรรจุส่งขายให้โรงพยาบาลที่ใช้สมุนไพร
  3. การเตรียมทำยาสมุนไพรที่ปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน
  4. การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพร
  5. กิจกรรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการทำบัญชีครัวเรือน

หลังจากจบโครงการ 4 ปี การประเมินผลพบว่า สตรีในหมู่บ้านมีความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ และมีการนำไปใช้ประโยชน์ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งซึ่งมีรายได้ดีกว่าปลูกสมุนไพรเนื่องจากการใช้ยาสมุนไพรยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน สำหรับการปลูกฟ้าทะลายโจรในระยะแรกนั้น เป็นการปลูกเพื่อส่งตัวอย่างฟ้าทะลายโจรให้ห้องปฏิบัติการวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เพื่อทำการศึกษาวิจัย ฟ้าทะลายโจรมีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศโซนยุโรปเพื่อรักษาไข้หวัด สถาบันฯ จึงได้ทำการศึกษาในแง่มุมต่างๆ เพิ่มเติม


สรุปผลการวิจัยที่ผ่านมา
ได้ดังนี้


1. การพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์และควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์

                ในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรปัจจัยสำคัญคือ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพราะสมุนไพรที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ จะต้องมีการเพาะปลูก ซึ่งสารสำคัญออกฤทธิ์จะแปรปรวนไปตามระยะเวลาการเก็บเกี่ยว คุณสมบัติของดินและน้ำ ซึ่งในการวิจัยพื้นฐานเบื้องต้น สถาบันได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญและการสกัดที่ให้ได้สารบริสุทธิ์ เพื่อนำมาใช้เป็นสารมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ปลูกได้ในแต่ละครั้ง จากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสารออกฤทธิ์ ทำให้ทราบปริมาณสารออกฤทธิ์ในยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแต่ละแคปซูลที่ผู้บริโภครับประทาน และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่วางจำหน่ายมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานกล่าวคือ ไม่ได้ผลิตในโรงงานผลิตยาที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ทำให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์เป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงงานที่ได้มาตรฐานจะมีการฉายรังสี เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนออกจำหน่าย ซึ่งสถาบันได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ก่อนและหลังการฉายรังสี จะพบว่าปริมาณสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รูปที่ 1 การเจริญเติบโตของฟ้าทะลายโจรในระยะต่าง ๆ

2. อาการไม่พึงประสงค์

                แพทย์แผนไทยบางท่านได้กล่าวว่า ไม่นิยมใช้ฟ้าทะลายโจร เนื่องจากอาจทำให้ความดันเลือดลดลงได้ เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน ทางสถาบันจึงได้ทำการศึกษาวิจัยและค้นพบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและสารสำคัญบริสุทธิ์บางชนิดอาจทำให้ความดันเลือดลดลงในสัตว์ทดลองได้ นอกจากนี้จากการวิจัยเพื่อดูสภาพความคงตัวของสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรได้พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญอย่างน้อย 4 ชนิด ที่พบปริมาณมากคือ Andrographolide (AP1) และสารออกฤทธิ์ที่มีปริมาณน้อยคือ 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3), 14-Deoxyandrographolide (AP6) และ Neoandrographolide (AP4)

                จากการนำตัวอย่างฟ้าทะลายโจร (ผงสมุนไพรหยาบและสารสกัด) มาทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณสารสำคัญตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษ (ในการเก็บรักษาสมุนไพร) พบว่า ปริมาณของสาร AP1 จะลดลงเล็กน้อย และสาร AP3 จะเพิ่มขึ้น ซึ่งสาร AP3 นี้จะมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดได้ดีกว่าสารอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของความดันเลือดลดลงได้

                สถาบันยังได้ทำการทดลองโดยการเหนี่ยวนำให้หนูมีความดันเลือดสูงด้วยการป้อนสารแคดเมียมคลอไรด์ แล้วให้สาร AP3 แก่หนู พบว่า ทำให้หนูมีความดันเลือดลดลงได้ ดังนั้นการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่หมดอายุหรือผลิตไว้นานมากกว่า 12-18 เดือน อาจจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ที่ใช้ยาเกิดความดันเลือดลดลง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และมีประวัติควบคุมความดันเลือดด้วยยาแผนปัจจุบัน ทำต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมากขึ้น

                นอกจากนี้ จากการศึกษาวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยทำการศึกษาความปลอดภัยจากการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในอาสาสมัครปกติ พบว่า อาสาสมัครปกติ ชาย 10 คน หญิง 10 คน ที่ได้รับยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาโรคหวัด (มื้อละ 4 แคปซูล, วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร รวม 12 แคปซูลต่อวัน เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน) มีความดันเลือดลดลงเล็กน้อยเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ไม่มีความแตกต่างจากตอนเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. การศึกษาทางเภสัชวิทยา

                สถาบันได้ทำการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรและสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจร พบว่า มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลอง ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดในหลอดทดลอง การศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งตับและท่อน้ำดีในหลอดทดลอง และทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของการรับประทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในอาสาสมัครปกติ และขณะนี้กำลังทำการศึกษาพิษวิทยาของสารสกัดต้นอ่อนฟ้าทะลายโจร เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนการนำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีต่อไป ผลงานวิจัยต่างๆ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                นอกจากนี้ จากข่าวกรณีพบอาการไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการใช้ฟ้าทะลายโจรที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่กี่วันนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับการใช้ยาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร หรือยาแผนปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้เพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น แต่มิได้หมายความว่ายาชนิดนั้นๆ จะไม่สามารถนำมาใช้ได้

                ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในต่างประเทศ ในการรักษาโรคหวัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้เฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ลดไข้ ลดน้ำมูก เป็นต้น ผู้ที่เคยใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอยู่และไม่มีอาการแพ้ก็สามารถที่จะใช้ได้ต่อไป และควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยา และข้อสำคัญ คือ ควรเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพและไม่เก็บไว้นานมาก หรือหมดอายุแล้ว

                หากหน่วยงานหรือผู้ผลิตฟ้าทะลายโจรรายใดต้องการทราบปริมาณสารออกฤทธิ์ในวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ ทางสถาบันยินดีให้บริการตรวจสอบคุณภาพฟ้าทะลายโจร ซึ่งจะทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด โดยใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) สามารถติดต่อ คุณปิยพล มั่นปิยมิตร สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (เบอร์ติดต่อ 0 2553 8570)

ผลงานวิจัยตีพิมพ์

  1. Pholphana N, Rangkadilok N, Thongnest S, Ruchirawat S, Ruchirawat M, Satayavivad J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem Anal. 2004, 15(6): 365-71.
  2. Thisoda P, Rangkadilok N, Pholphana N, Worasuttayangkurn L, Ruchirawat S, Satayavivad J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur J Pharmacol. 2006, 553(1-3): 39-45.
  3. Yoopan N, Thisoda P, Rangkadilok N, Sahasitiwat S, Pholphana N, Ruchirawat S, Satayavivad J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007, 73(6): 503-11.
  4. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata Nees. Proceedings of The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact, August 16-20, 2004, PC-09, Vol. II, p.57.
  5. Suriyo T, Pholphana N, Rangkadilok N, Thiantanawat A, Watcharasit P, Satayavivad J. Andrographis paniculata extracts and major constituent diterpenoids inhibit growth of intrahepatic cholangiocarcinoma cells by inducing cell cycle arrest and apoptosis. Planta Med. 2014 May;80(7):533-43.
  6. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Satayavivad J. A simple and sensitive LC-MS/MS method for determination of four major active diterpenoids from Andrographis paniculata in human plasma and its application to a pilot study. Planta Med. 2016 Jan;82(1-02):113-20.
  7. Pholphana N, Rangkadilok N, Saehun J, Ritruechai S, Satayavivad J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin Med. 2013 Jan 15;8(1):2.
  8. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Songvut P, Satayavivad J. Andrographis paniculata: Dissolution investigation and pharmacokinetic studies of four major active diterpenoids after multiple oral dose administration in healthy Thai volunteers. (submitted to Journal of Ethnopharmacology)
  9. อนุสิทธิบัตร: ชื่อการประดิษฐ์ เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees., Acanthaceae) และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ อนุสิทธิบัตร เลขที่ 1862 วันที่ 28 มิถุนายน 2548
  10. อนุสิทธิบัตร: ชื่อการประดิษฐ์ เรื่อง กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees., Acanthaceae), องค์ประกอบทางเภสัชกรรมของสารสกัดดังกล่าว และการใช้สารสกัดดังกล่าวสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หรือยาลดความดันโลหิต หรือยาที่ใช้รักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือยารักษาโรคมะเร็งต่างๆโดยเฉพาะที่ตับและท่อน้ำดีอนุสิทธิบัตร เลขที่ 10961 วันที่ 4 มกราคม 2559

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1807


ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) – ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา และรศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees) เป็นสมุนไพรที่ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข มีข้อบ่งใช้ คือ แก้ไข้ เจ็บคอ รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ โดยใช้เป็นแคปซูล/ยาเม็ด/ยาเม็ดลูกกลอน ที่บรรจุผงฟ้าทะลายโจรอบแห้งปริมาณต่างๆกัน ปัจจุบันมีสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในท้องตลาดทั้งที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และในลักษณะผลิตภัณฑ์จากชุมชน (OTOP) เพื่อใช้ในบรรเทาอาการหวัดเจ็บคอ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารอย่างแพร่หลายจากรายงานผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สรุปได้ว่า สารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย เช่น ฤทธิ์ต้านไวรัส HIV1 ไข้หวัด (common cold)2 ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย3 กระตุ้นภูมิคุ้มกัน4 ลดความดันเลือด5,6 ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด7 ป้องกันความเป็นพิษของตับ8 ลดไข้และต้านการอักเสบ9,10 และฆ่าเชื้อมาลาเรีย11 เป็นต้น

                ได้มีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วย 158 คน ที่ประเทศชิลี เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลของสารสกัดฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการอันเนื่องจากหวัด (common cold) พบว่า ในวันที่ 4 ของการให้ยา สารสกัดใบฟ้าทะลายโจรขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดอาการรุนแรงของโรคอันเนื่องจากหวัด เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดหัว น้ำมูกไหล ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาหลอก2 จากการศึกษาโดยนักวิจัยในประเทศไทย (Thamlikitkul et al., 1991) ในผู้ป่วยที่มีอาการ pharyngotonsilitis 152 คน ที่ได้รับยาพาราเซตามอล หรือฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัมต่อวัน หรือฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน พบว่า ในเวลา 3 วันแรก กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาดสูง 6 กรัมต่อวัน มีผลช่วยลดอาการไข้และอาการเจ็บคอได้ 80-90% แต่เมื่อถึงวันที่ 7 ไม่พบความแตกต่างในทั้ง 3 กลุ่ม9 แต่อย่างไรก็ตาม สารสำคัญที่มีอยู่ในฟ้าทะลายโจรจะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทราบปริมาณสารสำคัญที่จะนำไปใช้ เพื่อให้การใช้ป้องกันและรักษาโรคแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสมกับสารสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆซึ่งจะทำให้การนำไปใช้มีประสิทธิภาพดี กล่าวคือ ป้องกันและรักษาโรคได้ มีอาการข้างเคียงน้อย และราคาถูกปัจจุบันมีการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อใช้ผลิตเป็นยาใช้ในโรงพยาบาล ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นต้น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้เริ่มทำการปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในโครงการทับทิมสยาม 05 ที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว โดยเป็นโครงการนำร่องเพื่อสอนให้ชาวบ้านมีทักษะในการปลูกสมุนไพรแบบเกษตรอินทรีย์ และรับซื้อผลผลิตจากชุมชนดังกล่าวมาทำการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการของสถาบันฯ เพื่อหามูลค่าเพิ่มของสมุนไพรนี้ต่อไป

                ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 30-60 ซม. ลำต้นตั้งตรงกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 4-10 ซม. โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ก้านใบยาว 2-8 มม. ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่งและซอกใบ ช่อโปร่งยาว 5-30 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกสีขาวแกมม่วง มีขน กลีบเลี้ยงโคนติดกัน ผลเป็นฝัก รูปทรงกระบอก สีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกดีดเมล็ดออกมา มีเมล็ด 8-14 เมล็ด ขนาดเล็ก สีน้ำตาลแดง ใช้เมล็ดขยายพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดฟ้าทะลายโจรมีเปลือกหุ้มหนาและแข็ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการงอก นอกจากนี้เมล็ดยังมีการพักตัว จึงควรแก้การพักตัวของเมล็ดก่อนนำไปเพาะหรือก่อนการปลูก12


แหล่งกระจายพันธุ์:
ฟ้าทะลายโจรมีเขตการกระจายพันธุ์ และเขตการเพาะปลูกได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้น

ชื่อวิทยาศาสตร์: Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae)

ชื่ออื่น:
ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน

ลักษณะพืช:


การเพาะปลูก:
เป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ฤดูที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง ถ้าปลูกในพื้นที่กลางแจ้งจะมีลำต้นเตี้ยและใบหนา ส่วนในที่ร่มลำต้นจะสูงใบใหญ่แต่บาง พื้นที่ปลูกจึงควรเป็นที่โล่งแจ้ง หรือมีแสงรำไรและมีน้ำอุดมสมบูรณ์


ส่วนที่ใช้ประโยชน์:
ส่วนเหนือดิน (ทั้งต้น)


สารสำคัญ

                สารสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone เช่น สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) นีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide) ดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide) และดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide) เป็นต้น ซึ่งมีสูตรโครงสร้างทางเคมี ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 สูตรโครงสร้างของสารสำคัญที่พบในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร

งานวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์


1. การศึกษาด้านพฤกษเคมี

                ในระยะแรกการศึกษาทางเคมีของฟ้าทะลายโจร คือ ทำการวิเคราะห์หาปริมาณแลคโตนรวม ซึ่งทำได้โดย นำผงสมุนไพรบดละเอียดมาทำการสกัดด้วยเอธานอล (reflux) จากนั้นนำสารละลายไปทำปฏิกิริยากับสารเคมีต่างๆหลายขั้นตอน และขั้นสุดท้ายไตเตรทกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ตามข้อกำหนดของ Thai Herbal Pharmacopoeia I จะกำหนดให้วัตถุดิบส่วนเหนือดินของฟ้าทะลายโจร มีปริมาณ Total lactone ไม่น้อยกว่า 6% โดยคำนวณเป็น andrographolide

                ต่อมาสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณของสารสำคัญชนิดต่างๆในฟ้าทะลายโจร โดยการใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ซึ่งตอนเริ่มต้นสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรได้ 3 ชนิด ได้แก่ สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide-AP1), ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide-AP3) และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide-AP4) โดยใช้เมทธานอลเป็นตัวทำละลาย ซึ่งวิธีวิเคราะห์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Phytochemical Analysis ในปี 2004 โดย Pholphana et al.13 ซึ่งการวิธีวิเคราะห์นี้เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ได้จากการฉีดสารตัวอย่างสมุนไพรครั้งเดียว และได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรวิธีการเตรียมสารสกัดและวิธีการวิเคราะห์แล้ว (อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1862 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548)14 แต่ปัญหาอีกอย่างของการวิเคราะห์สมุนไพรก็คือ การขาดแคลนสารมาตรฐานที่จะใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีราคาแพง และบางชนิดไม่มีจำหน่าย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงได้ทำการสกัดและแยกสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้จากฟ้าทะลายโจรขึ้นเอง โดย ศ.ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ และคณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชเคมี ทำให้ได้สารที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 95% และสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด ได้ถูกนำมาใช้เป็นสารมาตรฐานในการควบคุณภาพตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและสารสกัดฟ้าทะลายโจรก่อนนำไปทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อไป แต่ต่อมาทางสถาบันฯสามารถที่จะแยกสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจรได้อีก 1 ชนิด คือ สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide-AP6) ซึ่งเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งในฟ้าทะลายโจร และได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเดิมเพื่อให้สามารถแยกสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบสารสำคัญในตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดังแสดงในรูปที่ 2 วิธีการตรวจวิเคราะห์นี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ปี 2013 ในวารสาร Chinese Medicine15

รูปที่ 2 รูปแบบสารสำคัญในสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอาศัยการตรวจวัด โดยใช้เทคนิค HPLC

2. การศึกษาด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ โดยสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่นำมาทดสอบนั้น จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในสารสกัดก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ทราบปริมาณสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ที่แน่นอน สารสกัดที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดน้ำที่ทำเป็นผงแห้งแล้ว โดยใช้เครื่องทำให้เป็นผงแห้งโดยใช้ความร้อน (Spray Dryer)

2.1 ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ

                สถาบันฯได้ทำการทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรด้วยวิธี DPPH assay พบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับปานกลาง โดยมีค่า SC50 (ค่าที่กำจัดอนุมูลอิสระได้ 50%) เท่ากับ 75-78 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

2.2 ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

                ทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphyloccus aureus ATCC 25923 ของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร โดยใช้วิธี Broth Macrodilution Method ผลการทดลอง พบว่า ค่า MIC (Minimum Inhibition Concentration-ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อได้) เท่ากับ 32 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

2.3 ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลอง

                ศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum (94) ในหลอดทดลองของสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร ผลการทดลอง พบว่า มีค่า IC50 (Inhibition Concentration–ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ 50%) เท่ากับ 418.25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ และสารบริสุทธิ์ AP1 (Andrographolide) และ AP3 (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide) ให้ผลดีกว่า AP4(Neoandrographolide)

2.4 ฤทธิ์ในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

                ในการศึกษาวิจัยนี้ได้ทำการทดสอบฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด ที่มีอยู่ในฟ้าทะลายโจรและสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย Thrombin ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่า 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่า andrographolide (AP1) ในขณะที่ neoandrographolide (AP4) ไม่มีผล นอกจากนี้สารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรก็มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ European Journal of Pharmacology ในปี 2549 โดย Thisoda et al.7

2.5 ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

                เนื่องจากมีรายงานว่า สาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี ดังนั้นทางสถาบันฯจึงได้ทำการศึกษาว่าสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรจะมีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดและหัวใจในสัตว์ทดลองแตกต่างกันหรือไม่ จากผลการทดลอง พบว่า 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3 สูงจะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดีกว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มี AP3ต่ำกว่า จากผลการทดลองนี้บ่งชี้เตือนได้ว่า ผู้บริโภคที่ได้รับฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญ AP3 สูง อาจทำให้เกิดอาการของความดันเลือดต่ำได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้ฟ้าทะลายโจรด้วย ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Planta Medica ในปี 2550 โดย Yoopan et al.6

2.6 ฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง

                สถาบันฯได้ทำการศึกษาฤทธิ์ในการต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็งสมอง SK-N-SH ของสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้แก่ AP1, AP3 และ AP4 ในหลอดทดลอง ซึ่งผลการทดลองพบว่า สารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ มีฤทธิ์ในการต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งสมองได้ โดยมีฤทธิ์เรียงจากมากไปน้อย คือ AP1, AP3AP4 จากนั้นได้ทำการศึกษากลไกระดับโมเลกุลของสารทั้ง 3 ชนิดนี้ในการต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง พบว่า สารนี้ไปยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์ที่ระยะ G1/S phase และกระตุ้นให้เซลล์ตายด้วยขบวนการอะพรอพโธสีส (Apoptosis) ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในงานประชุม The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact ที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 16-20 สิงหาคม 2547 (Thiantanawat et al.)16

                ส่วนการศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของผงฟ้าทะลายโจรในหนูขาว 2 เพศ17 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยให้ยาในขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม (เทียบเท่ากับ 1, 10 และ 20 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน – 6 กรัมต่อวัน) พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญเติบโตปกติ ไม่พบความผิดปกติทางโลหิตวิทยาหรือชีวเคมีของเลือด รวมทั้งลักษณะภายนอกหรือน้ำหนักของอวัยวะภายใน จุลพยาธิสภาพของอวัยวะภายในบางอวัยวะ ผลการทดลองสรุปได้ว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาในคนนั้น มีความปลอดภัยสูง


การควบคุมคุณภาพสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและผลิตภัณฑ์

                การออกฤทธิ์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลที่เพาะปลูก แหล่งที่ปลูก และระยะเวลาเก็บเกี่ยว ตลอดจนระยะเวลาการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของความแปรปรวนของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ทำให้ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้นั้น รักษาโรคได้ผลการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้ดีในทุกๆครั้งที่นำมาใช้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญแต่ละชนิดในวัตถุดิบที่จะนำมาใช้เตรียมผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทุกครั้ง

                สถาบันฯได้ทำการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด พบว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดในผลิตภัณฑ์มาก (รูปที่ 3) แต่ทุกผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีสาร andrographolide (AP1) สูงที่สุด รองลงมา คือ 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) ในขณะที่มีสาร neoandrographolide (AP4) ต่ำที่สุด และใบก็จะมีสารสำคัญสูงกว่าในก้าน จากรูปที่ 3 จะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรบางตัวอย่าง จะมีปริมาณสาร AP3 สูงมาก เช่น ตัวอย่างที่ 01, 08, 13 และ 15 เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการลดไข้ แก้เจ็บคอ ก็อาจจะมีผลข้างเคียง คือ มีความดันเลือดต่ำลง ทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนได้

รูปที่ 3 ความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่มีขายในท้องตลาด

                นอกจากนี้ทางสถาบันฯยังได้ทำการศึกษาความคงตัวของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ในผงสมุนไพรที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง13 พบว่า สาร andrographolide (AP1) ค่อนข้างคงที่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เก็บรักษา ในขณะที่สาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บรักษา และสาร neoandrographolide (AP4) เปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆ ซึ่งถ้าดูจากผลของการเปลี่ยนแปลงสารแลคโตนรวม จะพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของสารแลคโตนรวมน้อยมาก จึงไม่สามารถบอกได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ใช้อยู่นี้ จะยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3สูงขึ้น ก็อาจจะรักษาโรคที่สาร AP3 มีฤทธิ์ที่ดีที่สุด เช่น ช่วยลดความดันเลือด เป็นต้น แต่ถ้าต้องการใช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับลดไข้ แก้เจ็บคอเท่านั้น การนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตไว้นานแล้วมาใช้ ก็อาจทำให้ได้รับสาร AP3 สูงตามไปด้วย ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงเกี่ยวกับการลดลงของความดันเลือดที่ไม่พึงประสงค์ได้

                จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า สารสำคัญในฟ้าทะลายโจรทั้ง 4 ชนิดนี้ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างกัน และยังมีการเปลี่ยนแปลงของสารระหว่างการเก็บรักษาเกิดขึ้นได้ด้วย ดังนั้นวิธีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของสมุนไพรนี้ จึงจำเป็นจะต้องเป็นวิธีที่สามารถวิเคราะห์ปริมาณสารทั้ง 4 ชนิดได้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

ข้อบ่งใช้ในปัจจุบันและอนาคต

                ปัจจุบันในบัญชียาจากสมุนไพร ปี 2549 ได้แบ่งยาจากสมุนไพรเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เดิม เช่น ยาหอมนวโกฐ ยาประสะมะแว้ง ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เป็นต้น ส่วนชนิดที่ 2 คือ บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร ได้แก่ ขมิ้นชัน ขิง ชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจร บัวบก พริก ไพล เป็นต้น ในบัญชียาจากสมุนไพรนี้ได้ระบุข้อบ่งใช้ของฟ้าทะลายโจรว่า ใช้รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ รักษาอาการเจ็บคอ (pharyngotonsillitis) บรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น

                รูปแบบและความแรง แคปซูล /ยาเม็ด/ ยาลูกกลอน ที่บรรจุผงฟ้าทะลายโจรอบแห้ง 250, 300 และ 350 มก.

                ขนาดและวิธีใช้: (รักษาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ) ครั้งละ 0.5-2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ใช้รักษาไม่เกิน 2 วัน, (รักษาอาการเจ็บคอ) วันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ใช้รักษาไม่เกิน 7 วัน

                นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก เช่น การเลี้ยงไก่ เป็นต้น เนื่องจากการเลี้ยงไก่ส่วนใหญ่จะมีการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้มีการตกค้างของสารเหล่านี้ในเนื้อไก่ได้ และอาจจะทำให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลอดจนการส่งออกเนื้อไก่ของประเทศไทย ดังนั้นจึงได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้ โดยได้มีการนำฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณแก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้ท้องเสีย ไปผสมร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่น ไพล ให้ไก่กิน เพื่อป้องกันและรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้มีอัตราการสูญเสียจากไก่ป่วยและตายลดลง สาโรชและคณะ (2547)18 ได้รายงานว่า ไก่เนื้อที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมฟ้าทะลายโจรขนาด 0.05-0.1% ของอาหาร จนถึงอายุ 6 สัปดาห์ ไก่จะมีน้ำหนักตัวเทียบได้กับกลุ่มเสริมยาปฏิชีวนะ แต่จะมีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงกว่า และในไก่ไข่ ไก่ที่ได้รับฟ้าทะลายโจรผง 0.05-0.1% ของอาหาร ก็มีแนวโน้มผลิตไข่ดกกว่าและไข่มีคุณภาพภายในดีกว่ากลุ่มควบคุม จะเห็นได้ว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้ผลที่ดีในสัตว์เช่นเดียวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ จึงน่าที่จะนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะได้ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมและปัญหาการตกค้างของยาในเนื้อสัตว์ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์ได้ เนื่องจากสมุนไพรที่ใช้มีความเป็นพิษต่ำ ราคาถูก และหาได้ง่ายเพราะสามารถปลูกได้เองในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามควรจะมีการศึกษาถึงสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรที่อาจตกค้างในเนื้อสัตว์และอาจมีผลต่อผู้บริโภคได้ และยังต้องศึกษาถึงการยอมรับของผู้บริโภคในแง่ของกลิ่นและรสชาติของเนื้อสัตว์ที่อาจจะแตกต่างออกไปด้วย

บทสรุป

                สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสารสำคัญแต่ละชนิดที่มีอยู่ในสมุนไพร ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทั้งในรูปแบบของผงแห้งบรรจุแคปซูล ลูกกลอน ยาเม็ด รวมไปถึงการเตรียมให้อยู่ในรูปสารสกัดฟ้าทะลายโจร เนื่องจากมีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไป จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีฤทธิ์ไม่เท่ากันเมื่อใช้ในขนาดของยาที่เท่ากัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้อย่างเหมาะสม ซึ่งวิธีการนี้จะต้องสามารถหารูปแบบของสารสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้แน่นอนเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับมาใช้อีก จะยังให้ฤทธิ์ในการรักษาในทุกๆครั้งเหมือนเช่นเดิม และไม่มีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้สมุนไพรนี้

เอกสารอ้างอิง

Calabrese, C., Berman, S.H., Babish, J.G., Ma, X., Shinto, L., Dorr, M., Wells, K., Wenner, C.A., Standish, L.J. A phase I trial of andrographolide in HIV positive patients and normal volunteers. Phytother. Res. 2000, 14, 333-338.

  1. Cáceres, D.D., Hancke, J.L., Burgos, R.A., Sandberg, F., Wikman, G.K. Use of visual analogue scale measurements (VAS) to asses the effectiveness of standardized Andrographis paniculata extract SHA-10 in reducing the symptoms of common cold. A randomized double blind-placebo study. Phytomedicine. 1999, 6, 217-223.
  2. Zaidan, M.R., Noor, A., Badrul, A.R., Adlin, A., Norazah, A., Zakiah, I. In vitro screening of five local medicinal plants for antibacterial activity using disc diffusion method. Trop. Biomed. 2005, 22, 165-170.
  3. Puri, A., Saxena, R., Saxena, R.P., Saxena, K.C., Srivastava, V., Tandon, J.S. Immunostimulant agents from Andrographis paniculata. J. Nat. Prod. 1993, 56, 995–999.
  4. Zhang, C.Y., Tan, B.K.H. Hypotensive activity of aqueous extract of Andrographis paniculata in rats. Clin. Exp. Pharmacol. Physiol. 1996, 23, 675–678.
  5. Yoopan, N., Thisoda, P., Rangkadilok, N.,Sahasitiwat, S., Pholphana, N., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007, 73, 503-511.
  6. Thisoda, P., Rangkadilok, N., Pholphana, N., Worasuttayangkurn, L., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur. J. Pharmacol. 2006. 553, 39-45.
  7. Kapil, A., Koul, I.B., Banerjee, S.K., Gupta, B.D. Antihepatotoxic effects of major diterpenoid constituents of Andrographis paniculata. Biochem. Pharmacol. 1993, 46, 182-185
  8. Thamlikitkul, V., Dechatiwongse, T., Theerapong, S., Chantrakul, C., Boonroj, P., Punkrut, W., Ekpalakorn, W., Boontaeng, N., Taechaiya, S., Petcharoen. S., et al. Efficacy of Andrographis paniculata. Nees for pharyngotonsillitis in adults. J. Med. Assoc. Thai. 1991, 74, 437-442.
  9. Sheeja, K., Shihab, P.K., Kuttan, G. Antioxidant and anti-inflammatory activities of the plant Andrographis paniculata Nees. Immunopharmacol. Immunotoxicol. 2006, 28, 129-140.
  10. Misra, P., Pal, N.L., Guru, P.Y., Katiyar, J.C., Srivastava, V., Tandon, J.S. Antimalarial activity of Andrographis paniculata (Kalmegh) against Plasmodium berghei NK 65 in Mastomys natatensis. Int. J. Pharmacog. 1992, 30, 263–274.
  11. Thai Herbal Pharmacopoeia. 1995. Vol. 1. Prachachon Co., Ltd., Bangkok. p. 24-31.
  12. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Thongnest, S., Ruchirawat, S., Ruchirawat, M., Satayavivad, J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem. Anal. 2004, 15, 365-371.
  13. อนุสิทธิบัตร เลขที่ 1862 เรื่อง วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์ ออกให้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548
  14. Pholphana, N., Rangkadilok, N., Saehun, J., Ritruechai, S., Satayavivad, J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin. Med. 2013, 8(1), 2.
  15. Thiantanawat, A., Watcharasit, P., Ruchirawat, S., Satayavivad, J. Modulation of cell cycle and apoptosis signaling by the three active diterpenoids from Andrographis paniculata Nees. Proceedings of The 5th Princess Chulabhorn International Science Congress: Evolving Genetics and Its Global Impact, August 16-20, 2004, PC-09, Vol. II, p.57.
  16. นาถฤดี สิทธิสมวงศ์, เจษฎา เพ็งชะตา, ทรงพล ชีวพัฒน์ และคณะ. พิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้องรังของฟ้าทะลายโจร. ไทยเภสัชสาร. 2532, 14, 109-118.
  17. สาโรช ค้าเจริญ, บังอร ศรีพานิชกุลชัย, เยาวมาลย์ ค้าเจริญ, คมกริช พิมพ์ภักดี, พิชญ์รัตน์ แสนไชยสุริยา. การศึกษาและพัฒนาการผลิตและการใช้สมุนไพรกระเทียม ฟ้าทะลายโจร และขมิ้นชันทดแทนสารต้านจุลชีพและสารสังเคราะห์เติมอาหารไก่และสุกร. การประชุม เรื่อง สมุนไพรไทย โอกาสและทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ ครั้งที่ 2 วันที่ 15-16 มกราคม 2547. หน้า 145-161.


กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ ศ.ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ และคณะนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชเคมี ที่เอื้อเฟื้อสารบริสุทธิ์ที่แยกจากฟ้าทะลายโจร สำหรับใช้เป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์ และนักวิจัยของห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยาที่ร่วมงานทุกท่าน สำหรับตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ทดสอบในงานวิจัยของสถาบันฯ ได้มาจากหมู่บ้านทับทิมสยาม 05 (จังหวัดสระแก้ว) และบางส่วนได้รับความอนุเคราะห์จากคุณลิขิตและคุณวรรณี สูจิฆระ (สวนสมุนไพร จังหวัดราชบุรี) ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1818


ถั่วเหลืองในประเทศไทยและสารไกลโฟเสท

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์*
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ถั่วเหลืองจัดเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดีจากพืชซึ่งมีราคาถูก และให้ผลดีต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับโปรตีนจากสัตว์หลายชนิด ในถั่วเหลืองจะมีน้ำมัน 20% และมีโปรตีน 40% โดยน้ำหนัก ส่วนที่เหลือจะเป็นคาร์โบไฮเดรต 35% น้ำมันจากถั่วเหลืองจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) ต่อร่างกาย ได้แก่ กรดลิโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 (omega-3 fatty acid) และกรดลิโนเลนิก (linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-6 (omega-6 fatty acid) ในปริมาณสูง ซึ่งสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ผิวหนัง และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก จึงเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี (vitamin E) ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำมัน และมีสารเลซิทิน (lecithin) และสารไฟโตอีสโทรเจน (phytoestrogen) ซึ่งไฟโตอีสโตรเจนที่พบมากในถั่วเหลือง ที่สำคัญคือ ไดซีน (daidzein) และจีนิสทีน (genistein) และเนื่องจากมีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นสูง ถั่วเหลืองจึงสามารถนำมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลายชนิด เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน เช่น โปรตีนเกษตร โปรตีนถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากถั่วเหลือง เช่น ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ถั่วเน่า เป็นต้น (ถั่วเหลือง จากวิกิพีเดีย; จากศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร)

                ถั่วเหลืองนับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของกลุ่มโรงงานผลิตน้ำมันถั่วเหลือง โรงงานผลิตนมถั่วเหลือง รวมทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จึงทำให้ไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองปริมาณมากในแต่ละปี ซึ่งจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศและเกือบทั้งหมดประมาณ 80% จะนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งจะเป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ (GMOs – Genetically Modified Organisms) เกือบทั้งหมด GMOs หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (ยีน) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม (เทคนิคการตัดต่อยีน) ในพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เพื่อให้มีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการ สำหรับถั่วเหลือง GMOs ได้รับการดัดแปรพันธุกรรมเพื่อให้ต้านทานยากำจัดวัชพืชประเภทไกลโฟเสท (glyphosate) ซึ่งถั่วเหลือง GMOs นี้ได้รับการปลูกเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา

                สำหรับในประเทศไทยไม่มีการอนุญาตนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองหรือปลูกถั่วเหลือง GMOs ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพื่อทดลองหรือทำการวิจัยในหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้อนุญาตให้นำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพด โดยนำเข้าถั่วเหลืองจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา ซึ่งถั่วเหลืองที่นำเข้าจาก 2 ประเทศนี้ เป็นพืช GMOs 100% ถั่วเหลืองที่นำเข้ามาจะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองสำหรับการบริโภค เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว และกากถั่วเหลืองก็จะเอาไปทำอาหารสัตว์ในการ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เป็นต้น

                จากข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 เรื่อง “แฉ ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ตัวก่อ 22 โรคร้าย” ได้รายงานว่า มีการศึกษาใน ปี ค.ศ. 2014 ของคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มมีการใช้ถั่วเหลือง GMOs อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1996 จนถึงปัจจุบันมีความสอดคล้องกับการเกิดโรคสมัยใหม่ 22 กลุ่มโรคเพิ่มขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง อัลไซเมอร์ สมองเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง อุจจาระร่วง ไตวาย เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า สาเหตุหลักเกิดจากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้เป็นยากำจัดวัชพืชในถั่วเหลือง GMOs

                อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาของคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาที่กล่าวถึง เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ ที่มีรายงาน โดยไม่ได้เป็นการวิจัยซึ่งมีการระบุโดยตรงว่า สารไกลโฟเสทเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ ดังกล่าว เพียงแต่เป็นการให้ข้อเสนอแนะจากการรวบรวมข้อมูลที่มีรายงานว่า สารไกลโฟเสทอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง

                นอกจากนี้ในข่าวยังระบุอีกว่า ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณมาก ได้มีการนำถั่วเหลือง GMOs ที่นำเข้าในประเทศไปทำการทดสอบ รวมทั้งน้ำมันถั่วเหลืองและซีอิ๊วขาว ซึ่งก็พบว่ามีการตกค้างของสารไกลโฟเสทในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จริงๆ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘แล้วถั่วเหลือง GMOs ที่นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อนำไปผลิตอาหารสำหรับการบริโภค จะมีการปนเปื้อนสารไกลโฟเสทบ้างหรือไม่?’ และ ‘ปริมาณที่พบยังอยู่ในค่ามาตรฐานการปนเปื้อนหรือไม่?’

                ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทำการสุ่มตัวอย่างเมล็ดถั่วเหลืองที่มีจำหน่ายในท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (24 ตัวอย่าง) รวมทั้งตัวอย่างถั่วเหลืองจากประเทศเนปาล (5 ตัวอย่าง) และกากถั่วเหลือง (2 ตัวอย่าง จากบราซิลและสหรัฐอเมริกา และ 1 ตัวอย่างจากอินเดีย) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสท โดยวิธี Derivatization กับสาร 9-Fluororenyl methyl chloro-formate (FMOC-Cl) แล้วทำการตรวจวิเคราะห์ด้วย High Performance Liquid Chromatography (Fluorescence detector) (Hogendoorn et al., 1999) ส่วนตัวอย่างกากถั่วเหลืองใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography – Mass Spectrometry (LC-MS/MS) (Botero-Coy et al., 2013) ซึ่งจะทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสทและสารเมตาโบไลท์ (Aminomethylphosphonic acid; AMPA)

                ผลที่ได้พบว่า ตัวอย่างถั่วเหลืองในประเทศไทย (24 ตัวอย่าง) มีปริมาณไกลโฟเสท 0.24-5.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ตารางที่ 1) ส่วนตัวอย่างถั่วเหลืองจากประเทศเนปาล (5 ตัวอย่าง) มีปริมาณไกลโฟเสทน้อยกว่า ซึ่งเท่ากับ 0.23-0.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อวิเคราะห์ตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างที่สุ่มมาตรวจมีตัวอย่างนมผงถั่วเหลือง 3 ตัวอย่าง (SB-08, 18, 19) ตรวจพบไกลโฟเสทประมาณ 0.58-2.22 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-19 มีปริมาณไกลโฟเสทสูงที่สุด) นอกจากนี้จากตัวอย่างที่ระบุว่าเป็นถั่วเหลืองอินทรีย์ (organic soybean; SB-03, 20) หรือ pesticide free (SB-11, 12) ตรวจพบปริมาณไกลโฟเสทในปริมาณน้อยที่สุดที่ 0.24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-12) และพบมากที่สุดเท่ากับ 1.63 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (SB-03)

ตารางที่ 1 ปริมาณสารไกลโฟเสท ในถั่วเหลืองที่มีจำหน่ายในประเทศไทย และนำเข้าจากประเทศเนปาล

                สำหรับผลการวิเคราะห์กากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งระบุว่าเป็นตัวอย่างถั่วเหลือง GMOs 2 ตัวอย่าง พบว่า มีปริมาณไกลโฟเสทเพียง 0.12-0.98 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมี AMPA 0.16-1.50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ตารางที่ 2) ซึ่งตัวอย่างที่มีไกลโฟเสทสูงที่สุด คือ ตัวอย่างกากถั่วเหลือง GMOs จากประเทศบราซิล

ตารางที่ 2 ปริมาณสารไกลโฟเสทและ AMPA ในกากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศ

                จากการศึกษาของ Bøhn และคณะในปี ค.ศ. 2014 พบว่า ตัวอย่างถั่วเหลืองที่ได้จาก fields/sites ใน Iowa, USA ที่เป็นการปลูกแบบ organic (n=11) และ conventional (n=10) ตรวจไม่พบการตกค้างของสารไกลโฟเสทและ AMPA แต่ตัวอย่างถั่วเหลืองที่เป็น GM (n=10) ตรวจพบสารไกลโฟเสทและ AMPA ในปริมาณเฉลี่ย 3.27 (min-max 0.4-8.8) และ 5.74 (min-max 0.7-10.0) mg/kg ตามลำดับ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูง แต่อย่างไรก็ตามปริมาณรวมของสารทั้ง 2 ชนิด ก็ยังมีค่าน้อยกว่า 20 mg/kg

                จากข้อมูลที่ได้ของสถาบันฯ (ตารางที่ 1) ปริมาณไกลโฟเสทที่ตรวจพบสูงสุด คือ 5.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีตัวอย่างเพียง 4 ตัวอย่าง จาก 24 ตัวอย่าง (คิดเป็น 16.6%) ที่มีปริมาณไกลโฟเสทมากกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งปริมาณของไกลโฟเสทที่ตรวจพบในตัวอย่างถั่วเหลืองในประเทศไทยนี้ยังมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับได้ในถั่วเหลืองที่กำหนดโดยองค์กรต่างๆทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดค่า Maximum Residue Limit ไว้ที่ 20 และ 40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 Maximum residue limits (MRL) for glyphosate defined by FAO/WHO Codex (Cuhra, 2015)

                การกำหนดค่าการตกค้างของไกลโฟเสทในถั่วเหลืองได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องมาจากการผลิตถั่วเหลืองที่เป็นพืช GMOs เพื่อให้สามารถทนต่อสารไกลโฟเสทมากขึ้น จึงทำให้ถั่วเหลือง GMOs มีปริมาณการตกค้างของสารไกลโฟเสทเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาผลกระทบต่อผู้บริโภคในแง่ความปลอดภัยของการบริโภคถั่วเหลือง GMOs เหล่านี้น้อยมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

                ในขณะนี้ทางสถาบันฯ กำลังดำเนินการตรวจวิเคราะห์ปริมาณไกลโฟเสท และ AMPA ที่อาจมีการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว และเต้าเจี้ยว ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจมีการนำเข้าถั่วเหลือง GMOs มาใช้ในขบวนการผลิต จึงอาจมีการปนเปื้อนสารเหล่านี้ได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์จะรายงานให้ทราบโดยเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามควรมีการบ่งชี้ในฉลากอาหารให้ชัดเจน [ตามกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ)] ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีการใช้ถั่วเหลืองชนิด GMOs ในการผลิตผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตามต้องการ และเพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ การตรวจวิเคราะห์การตกค้างของสารไกลโฟเสท และ AMPA จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน และต้องอาศัยเทคนิคในการตรวจวิเคราะห์ที่มีความไว และความแม่นยำสูง

                หากผู้ผลิตหรือนำเข้าถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ มีความต้องการที่จะตรวจวิเคราะห์สารไกลโฟเสทในผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อมายังสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ที่ สำนักวิจัย โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8207 หรือที่ [email protected] (คุณปิยพล)

เอกสารอ้างอิง

  1. Bøhn T, Cuhra M, Traavik T, Sanden M, Fagan J, Primicerio R. Compositional differences in soybeans on the market: glyphosate accumulates in Roundup Ready GM soybeans. Food Chemistry. 2014; 153: 207-15.
  2. Botero-Coy AM, Ibáñez M, Sancho JV, Hernández F. Direct liquid chromatography-tandem mass spectrometry determination of underivatized glyphosate in rice, maize and soybean. Journal of Chromatography A. 2013; 1313:157-65.
  3. Cuhra M. Review of GMO safety assessment studies: Glyphosate residues in Roundup Ready crops is an ignored issue. Environmental Sciences Europe. 2015; 27: 20.
  4. Hogendoorn EA, Ossendrijver FM, Dijkman E, Baumann RA. Rapid determination of glyphosate in cereal samples by means of pre-column derivatisation with 9-fluorenylmethyl chloroformate and coupled-column liquid chromatography with fluorescence detection. Journal of Chromatography A. 1999; 833(1):67-73.

ที่มา: https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/1903


การตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหาร

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                โลหะหนัก หมายถึง ธาตุที่มีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่าน้ำ 5 เท่า ขึ้นไป ซึ่งโลหะหนักบางชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แมงกานีส (Mn), เหล็ก (Fe), ทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn) เป็นต้น แต่โลหะหนักบางชนิดมีความเป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ปรอท (Hg), ตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) นอกจากนี้สารหนู (As) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธาตุกึ่งโลหะ (Metalloid) แต่สารหนูมีความเป็นพิษต่อร่างกาย จึงมักจะถูกรวมอยู่ในกลุ่มโลหะหนักที่มีความเป็นพิษด้วย โลหะหนักเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติ โดยอาจมาจากการทำเหมืองแร่ โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน การทำแบตเตอรี่ การใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชในการเกษตรกรรม แล้วจะถูกปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศ หากไม่มีการบริหารจัดการกากของเสียที่ดี จะทำให้เกิดการปนเปื้อนโลหะหนักเหล่านี้ในสิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนในอาหารสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่อนุญาตให้บริโภคได้อย่างปลอดภัย ถ้าคนหรือสัตว์เลี้ยงที่บริโภคอาหารและน้ำที่มีโลหะหนักปนเปื้อนเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดการสะสมและอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โลหะหนักที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานอาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท

                ห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพิษวิทยา (Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology; EHT) ได้มีการสุ่มตัวอย่างอาหารชนิดต่างๆในท้องตลาดในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งข้าวสารชนิดต่างๆและผลิตภัณฑ์จากข้าว ซีเรียล (cereals) ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ นมและอาหารเด็ก อาหารทะเล (ปลา ปลาหมึก หอย กุ้ง) สาหร่าย น้ำดื่ม รวมทั้งชาสมุนไพร มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอาหารเหล่านี้ด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ผลการตรวจวิเคราะห์ พบว่า อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตราย ได้แก่ สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ในปริมาณที่ไม่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับได้ในอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานของประเทศต่างๆ ได้แก่ Codex Alimentarius Commission, Food Standard Australia New Zealand, European Commission และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม มีอาหารบางอย่างที่มีปริมาณโลหะหนักบางชนิดสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ได้แก่ ปริมาณสารหนูสูงในตัวอย่างข้าวสี/ข้าวกล้อง เครื่องในสัตว์ สาหร่าย และอาหารทะเล หรือ ปริมาณแคดเมียมสูงในเครื่องในสัตว์ สาหร่าย นมถั่วเหลือง และชาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งปริมาณโลหะหนักที่พบสูงในอาหารเหล่านี้ อาจมีสาเหตุมาจากวิธีการทำเกษตรกรรม การใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการปลูกพืช การปนเปื้อนของโลหะหนักในดิน น้ำ/น้ำทะเล หรือมาจากอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทำให้โลหะหนักปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ง่าย และผู้บริโภคอาจได้รับปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกายจากการบริโภคอาหารต่างๆนี้เป็นประจำ เมื่อสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย

                วิธีการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและรายงานการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นี้ ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่างประเทศ จำนวน 5 ฉบับ ในวารสาร Food Additives and Contaminants: Part B (1 เรื่อง), Journal of Agricultural and Food Chemistry (3 เรื่อง) และ Archives of Environmental Contamination and Toxicology (1 เรื่อง) นอกจากนี้ข้อมูลการวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในข้าวไทยยังได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้นำข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม (Total As) และสารหนูชนิดอนินทรีย์และอินทรีย์ในข้าวไทยต่างๆของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ไปเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมประชุมกับ Codex เพื่อกำหนดค่ามาตรฐานของสารหนูอนินทรีย์ในข้าว

                ในปัจจุบันค่ามาตรฐานของ Codex ที่กำหนดปริมาณสารหนู อนินทรีย์ในข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ได้มีการปรับค่ามาตรฐานใหม่ โดยกำหนดค่าสารหนูอนินทรีย์ในข้าวขัดสีไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และปริมาณสารหนูอนินทรีย์ในข้าวสี/ข้าวกล้องไม่เกิน 0.35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

                จากผลการวิเคราะห์ของสถาบันฯพบว่า ข้าวสีหรือข้าวกล้อง เช่น หอมนิล ไรซ์เบอรี่ และสังข์หยด จะมีปริมาณสารหนูสูงกว่าข้าวขาวหรือข้าวขัดสี และมีบางตัวอย่างที่มีปริมาณสารหนูรวม (Total As) สูงมากกว่า 0.3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (ประมาณ 8-10%) และสำหรับข้าวขาวพบว่า ส่วนใหญ่มากกว่า 90% มีปริมาณสารหนูอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (<0.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) ซึ่งค่ามาตรฐานสารหนูในข้าวสีของ Codex นี้ อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยได้ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวกล้องชนิดต่างๆ จากผลการวิเคราะห์ที่ได้นี้เห็นได้ว่า การบริโภคข้าวมีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากเป็นอาหารที่มีการบริโภคเป็นปริมาณมาก โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย จึงอาจทำให้เกิดการสะสมปริมาณสารหนูในผู้บริโภคและเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้มากกว่าอาหารประเภทอื่นๆ ซึ่งถ้าหากมีการบริโภคอาหารที่มีสารหนูมากๆในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง (ในระบบทางเดินปัสสาวะและปอด) โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรือโรคผิวหนังได้ นอกจากนี้หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าข้าวสารจากประเทศไทยมีสารหนูปนเปื้อน มีบริษัทเอกชนที่ส่งออกข้าวไทยไปยังต่างประเทศที่ได้ทำการติดต่อค้าขายข้าวขาว 25% ให้กับทางรัฐวิสาหกิจ (Bulog) ของประเทศอินโดนีเซีย ได้ติดต่อขอข้อมูลปริมาณสารหนูในข้าวไทยของสถาบันฯเพื่อใช้ยืนยันว่า ข้าวขาวของไทยมีปริมาณสารหนูอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ Codex กำหนดไว้ จึงทำให้ทางประเทศอินโดนีเซียมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทยและรับซื้อข้าวจากไทย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายในอาหารชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารหนูในในข้าวไทยชนิดต่างๆ ซึ่งวิธีการตรวจวิเคราะห์นี้จะต้องเป็นวิธีที่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ วิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม (Total As) และธาตุชนิดอื่นๆในข้าวต่างๆ โดยใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ที่สถาบันฯ ได้พัฒนาขึ้น เป็นการวิเคราะห์ตัวอย่างเพียงครั้งเดียว แต่สามารถตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุได้หลายชนิด ทำให้ประหยัดเวลาและปริมาณตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์ รวมทั้งช่วยลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมด้วย สถาบันฯ จึงได้จัดตั้ง “แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ขึ้นภายใต้หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา” เพื่อดำเนินการขอรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุชนิดต่างๆในตัวอย่างข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ได้แก่ สารหนูรวม, แคดเมียม, แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก และสังกะสี

                ทั้งนี้ทางแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ได้มีการดำเนินงานในส่วนของการทำ Proficiency Testing (PT) กับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ (Thailand Institute of Scientific and technology Research; TISTR; National Metrology Institute of Japan; NMIJ, National Metrology Institute of Thailand; NMIT) จำนวน 2 ครั้ง (ปี 2557 และ 2558) ซึ่งการทำ PT นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์อาหารของห้องปฏิบัติการภายในประเทศไทย

                การทำ PT ในปี 2557 มีห้องปฏิบัติการเข้าร่วมทั้งสิ้น 42 แห่ง (มีรายงานผลการวิเคราะห์ 39 แห่ง, ได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์อาหารแล้ว 17 แห่ง, ได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับอื่นๆ 12 แห่ง, ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 10 แห่ง) ผลการทดสอบ พบว่า ในการทำ Quality control ของวิธีการทดสอบธาตุเหล่านี้ มีเพียง 3 ห้องปฏิบัติการเท่านั้น ที่ใช้สารมาตรฐาน Matrix CRM (SRM 1568a rice flour, CRM, NMIJ CRM 7503a) ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็น 1 ใน 3 ห้องปฏิบัติการที่ใช้ CRM สำหรับการเตรียมและวิเคราะห์ตัวอย่างนั้น ทั้งนี้มี 9 ห้องปฏิบัติการที่ใช้เพียง 1 วิธี ในการตรวจวิเคราะห์ธาตุทั้ง 4 ชนิดพร้อมกัน (As, Cd, Cu, Zn) และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็น 1 ใน 3 ห้องปฏิบัติการ ที่มีผลการวิเคราะห์ธาตุผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ชนิด (ค่า Z-score <2.0) ซึ่งผลจากการทำ PT ในครั้งแรกนี้ ทำให้ทราบว่า วิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์ปริมาณ Total As, Cd, Cu และ Zn ในตัวอย่างข้าวกล้องของสถาบันฯ เป็นวิธีที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของห้องปฏิบัติการอื่นๆ และจากการที่ทาง Codex กำหนดค่ามาตรฐานสารหนูในข้าวเป็นชนิดอนินทรีย์ ซึ่งจัดเป็นสารหนูที่มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ (Arsenosugars, Arsenonbetaine) ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการตรวจวิเคราะห์ชนิดสารหนูต่างๆ โดยเฉพาะในข้าว หรืออาหารทะเล เพื่อบ่งชี้ว่าข้าวหรืออาหารทะเลที่มีปริมาณสารหนูรวม (Total As) สูง จะมีปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์สูงด้วยหรือไม่ และในปี 2558 สถาบันฯได้ดำเนินการทำ PT กับหน่วยงานเดิม (Thailand Institute of Scientific and technology Research; TISTR; National Metrology Institute of Japan; NMIJ, National Metrology Institute of Thailand; NMIT) โดยในครั้งที่ 2 นี้ ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณ Total As, Cd, Mn, Cu, Zn รวมทั้ง Inorganic As (iAs) ซึ่งผลการทดสอบของธาตุทั้ง 5 ชนิด รวมทั้ง iAs ของสถาบันฯมีค่า Z-score อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก (<2.0) ดังนั้นแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์จึงอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อยื่นขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุชนิดต่างๆ ในตัวอย่างข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น สารหนูรวม, แคดเมียม, แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก และสังกะสี เพื่อเปิดให้บริการในการตรวจวิเคราะห์ธาตุเหล่านี้ในข้าวไทยแก่ภาครัฐและเอกชนที่ต้องการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

                หากผู้ผลิตข้าวหรือผู้ส่งออกข้าวไทยท่านใด มีความต้องการที่จะส่งตัวอย่างข้าวเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร ได้แก่ แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก, สังกะสี รวมทั้งแคดเมียม และสารหนู สามารถติดต่อมายังสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ โดยในช่วงระหว่างการยื่นขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ทางสถาบันฯจะดำเนินการตรวจวิเคราะห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จำนวน 3 ตัวอย่างต่อราย

                สามารถติดต่อขอรายละเอียดการส่งตัวอย่างได้ที่ แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8317 หรือที่ [email protected] (คุณเนตรทราย วิชกำจร)

เอกสารอ้างอิง

  1. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Satayavivad J. Determination of trace elements in herbal tea products and their infusions consumed in Thailand. J Agric Food Chem. 2006. 54(18): 6939-44.
  2. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Akib CA, Tuntiwigit N, Saehun J, Satayavivad J. Evaluation of trace elements in selected foods and dietary intake by young children in Thailand. Food Addit Contam Part B Surveill. 2013, 6(1): 55-67
  3. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Mahidol M, Promsuk G, Satayavivad J. Determination of arsenic species in rice from Thailand and other Asian countries using simple extraction and HPLC-ICP-MS analysis. J Agric Food Chem. 2013, 61(28): 6991-98.
  4. Rangkadilok N, Siripriwon P, Nookabkaew S, Suriyo T, Satayavivad J. Arsenic, cadmium, and manganese levels in shellfish from Map Ta Phut, an industrial area in Thailand, and the potential toxic effects on human cells. Arch Environ Contam Toxicol. 2015, 68(1): 169-80.
  5. Nookabkaew S, Rangkadilok N, Prachoom N, Satayavivad J. Concentrations of trace elements in organic fertilizers and animal manures and feeds and cadmium contamination in herbal tea (Gynostemma pentaphyllum Makino). J Agric Food Chem. 2016, 64(16): 3119-26.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2011


ทำไมถึงต้องเป็น…ห้องปฏิบัติการทดสอบ ISO/IEC 17025?

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, สุมลธา หนูคาบแก้ว, นันทนิจ ผลพนา
และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา/แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์
หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์,
สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสำคัญของห้องปฏิบัติการทดสอบ ISO/IEC 17025 และทำไมเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีห้องปฏิบัติการทดสอบในการทำวิจัยหรือเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆ หลายๆคนคงสงสัยว่า มาตรฐาน ISO/IEC 17025 คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? มาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกันระหว่าง International Organization for Standardization กับ International Electrotechnical Commission เพื่อกำหนดข้อกำหนดทั่วไป ว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบให้มีมาตรฐานไปในทางเดียวกัน (General Requirements for the Competence of Testing and Calibration Laboratories) ซึ่งจัดเป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของการทดสอบ หรือการสอบเทียบของห้องปฏิบัติการ มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ส่งออกสินค้า ที่มีความจำเป็นต้องใช้ผลการทดสอบ/สอบเทียบ ที่มีความเที่ยงตรง แม่นยำ และเชื่อถือได้ สำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นการป้องกันการกีดกันทางการค้า จากผลการทดสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และยังช่วยลดขั้นตอนการตรวจซ้ำจากประเทศคู่ค้าอีกด้วย

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในตัวอย่างอาหารและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการเตรียมการและปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 เพื่อขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐานจากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งโครงสร้างของมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 แบ่งเป็น ขอบข่ายของมาตรฐาน (Scope), เอกสารอ้างอิง (Normative reference), ศัพท์และนิยาม (Terms and definition), ข้อกำหนดด้านการบริหาร (Management requirements), ข้อกำหนดด้านวิชาการ (Technical requirements) และภาคผนวก (Annexes) โดยข้อกำหนดด้านการบริหารมีทั้งหมด 15 ข้อ คือ องค์กร ระบบการบริหารงาน การควบคุมเอกสาร การทบทวนข้อตกลง ข้อเสนอและสัญญา การจ้างเหมาช่วงการทดสอบและสอบเทียบ การจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ การให้บริการต่อผู้ใช้บริการ ข้อร้องเรียน การควบคุมการทดสอบ/และหรือสอบเทียบที่ไม้เป็นไปตามข้อกำหนด การปรับปรุง การปฏิบัติการแก้ไข การปฏิบัติการป้องกัน การควบคุมบันทึก การตรวจติดตามคุณภาพภายใน การทบทวนการบริหารงาน (รายละเอียดเป็นไปตาม ISO/IEC 17025: 2005 ข้อ 4) ส่วนข้อกำหนดด้านวิชาการ มีทั้งหมด 10 ข้อ คือ ข้อกำหนดทั่วไป บุคลากร สถานที่และภาวะแวดล้อม วิธีทดสอบและวิธีสอบเทียบ การตรวจสอบความใช้ได้ของวิธี เครื่องมือ ความสอบกลับได้ของการวัด การชักตัวอย่าง การจัดการตัวอย่างทดสอบและสอบเทียบ การประกันคุณภาพผลการทดสอบและสอบเทียบ การรายงานผล (รายละเอียดเป็นไปตาม ISO/IEC 17025: 2005 ข้อ 5)

ถึงตอนนี้หลายคนคงเกิดความสงสัยว่า ทำไมแค่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในตัวอย่างอาหารและสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอการรับรองห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ด้วย ทั้งที่จริงๆแล้วการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักเหล่านี้ได้มีการดำเนินการอยู่ในห้องปฏิบัติการทั่วๆไปอยู่แล้ว นอกจากนี้ การทำให้ห้องปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ยังมีขั้นตอนและการเตรียมเอกสารตามข้อกำหนดที่ยุ่งยากและเสียเวลามาก แล้วทำไมเราจึงยังต้องทำให้ห้องปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐานนี้อีก?

จากการดำเนินงานวิจัยของห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา ซึ่งมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารและสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลานาน ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างประเทศหลายฉบับ และมีการนำส่งรายงานผลนี้ให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอีกด้วย วิธีการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักของห้องปฏิบัติการฯเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้มีภาคเอกชนหลายแห่งติดต่อขอส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักในอาหารเพื่อการส่งออกด้วย แต่รายงานผลการทดสอบดังกล่าวนี้ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเพื่อการส่งออกได้ เนื่องจากห้องปฏิบัติการที่ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้การรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ที่ถือเป็นมาตรฐานระดับสากล เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก ซึ่งผลการทดสอบหรือสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 จะเป็นที่ยอมรับโดยทันที โดยไม่จําเป็นต้องมีการทดสอบซ้ำอีก

                ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะต้องขอการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผลการทดสอบเป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับจากนานาชาติ ทำให้การจัดตั้งแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์เกิดขึ้น และได้ดำเนินการตามข้อกำหนดมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025: 2005 โดยได้ขอการรับรองความสามารถในการทดสอบอาหาร คือ การวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก ได้แก่ สารหนูรวม แคดเมียม แมงกานีส เหล็ก ทองแดง สังกะสี (6 รายการทดสอบ) ในตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆ ซึ่งใช้วิธีทดสอบตาม AOAC (2016) 2015.01 และการวิเคราะห์ปริมาณสารหนูชนิดอนินทรีย์ [Total inorganic arsenic, Arsenite หรือ As(III), Arsenate หรือ As(V)] และสารหนูชนิดอินทรีย์ (Dimethylarsinate หรือ DMA และ Methylarsonate หรือ MMA) (2 รายการทดสอบ) ในตัวอย่างข้าวชนิดต่างๆเช่นกัน ซึ่งใช้วิธีทดสอบตามวิธีที่มีการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ ได้ผ่านการตรวจและได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 (หมายเลขทะเบียน 1299/62) การรับรองในครั้งนี้มีระยะเวลา 2 ปี (9 ตุลาคม 2561 – 8 ตุลาคม 2562) ซึ่งหลังจากได้รับการรับรองแล้ว แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ได้ดำเนินการเปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ในวิธีการทดสอบที่ได้รับการรับรองแก่ผู้ใช้บริการภายนอกสถาบันฯอย่างเป็นทางการ ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์เตรียมการสำหรับการขอรับรองนั้น ได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ใช้บริการส่งตัวอย่างข้าวมารับการตรวจวิเคราะห์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และในปี 2561 ได้มีการรับตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างข้าวจากผู้ใช้บริการภายนอก (เกษตรกรและโรงสีข้าว) รวมทั้งตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการภายในสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และได้มีการออกใบรายงานผลการวิเคราะห์ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 56 ฉบับ

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือของรายงานผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการทดสอบที่ผ่านการรับรอง ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าสินค้ามีคุณภาพดีสม่ำเสมอ และมีความไว้วางใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงจากการคืนสินค้า เป็นการอำนวยประโยชน์และความสะดวกทางการค้าระดับประเทศและระหว่างประเทศ ป้องกันการกีดกันทางการค้า อันเนื่องมาจากการทดสอบที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังลดการตรวจซ้ำจากประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการสูญเสียจากความผิดพลาดในการผลิต ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านกำลังคน เวลา และเงินลงทุนอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2560 มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้ปรับเปลี่ยนฉบับใหม่จาก ISO/IEC 17025: 2005 เป็นฉบับ ISO/IEC 17025: 2017 โดยมีการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญทางด้านโครงสร้างของมาตรฐาน มีแนวคิดในการพิจารณาบนพื้นฐานของความเสี่ยง (การบริหารความเสี่ยง) การปรับเปลี่ยนนิยามศัพท์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยกับสถานการณ์

                ปัจจุบันที่มีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบการบริหารคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ทางองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Co-operation: ILAC) จึงได้กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 จะต้องจัดทำระบบให้สอดคล้องตาม ISO/IEC 17025: 2017 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปีหลังจากมาตรฐานประกาศใช้ ซึ่งขณะนี้ทางแผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ก็อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนมาตรฐานห้องปฏิบัติการจาก ISO/IEC 17025: 2005 เป็น ISO/IEC 17025: 2017 และยังเตรียมการในการขอการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการของวิธีการทดสอบสารสำคัญในตัวอย่างอาหารและสมุนไพรเพิ่มเติมอีกด้วย

                สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจส่งตัวอย่างข้าวมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักและชนิดของสารหนู สามารถติดต่อส่งตัวอย่างได้ที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หรือติดต่อคุณเนตรทราย วิชกำจร โทรศัพท์ 02-553 8620 หรืออีเมล [email protected]

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2256


ฟ้าทะลายโจร: การนำไปใช้และข้อควรระวัง

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, นันทนิจ ผลพนา, ทวิช สุริโย และ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ถึงเวลานี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักฟ้าทะลายโจร สมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคหวัดและท้องเสีย ชื่อนี้เป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทยขึ้นมา เมื่อมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก และฟ้าทะลายโจรได้ถูกนำมาใช้ในการทดสอบกับไวรัส COVID-19 แต่ยังเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ส่วนการทดลองในการนำไปใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อนี้นั้นยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ก็มีการพูดถึงการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ทั้งในการป้องกันและรักษาอย่างมากมาย มีทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริงบ้าง และก็ทำให้คนแห่ซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเป็นอย่างมาก จนเกิดการขาดแคลนหรือมีราคาสูงขึ้น ในฐานะทีมวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรมาเป็นเวลานาน โดยเริ่มการศึกษาตั้งแต่การปลูกต้นฟ้าทะลายโจร การตรวจวิเคราะห์สารสำคัญทางเคมีในพืชระยะต่างๆ การพัฒนาวิธีการแยกสารบริสุทธิ์และเตรียมสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญตามที่ต้องการ การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดมาตรฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฟ้าทะลายโจร รวมทั้งการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของการรับประทานผงฟ้าทะลายโจรแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงอยากจะมาแชร์ข้อมูลงานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ในทางยา รวมทั้งข้อพึงระวังจากการใช้ยา โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เพื่อจะได้มีการนำไปใช้อย่างระมัดระวังและทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

รูปที่ 1. ต้นฟ้าทะลายโจร

                ฟ้าทะลายโจร (รูปที่ 1) เป็นไม้ล้มลุก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Andrographis paniculata Wall ex Ness. จัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae ฟ้าทะลายโจรจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย จีน มาเลเซีย และไทย เป็นต้น โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นมาใช้เป็นยารักษาโรค โดยเฉพาะรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ สำหรับประเทศไทยฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยาแผนไทยและได้บรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 และประกาศครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2549 โดยกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในหมวดหมู่ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ มีการกำหนดข้อบ่งใช้คือ บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ บรรเทาอาการเจ็บคอและอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล เป็นต้น ขนาดรับประทานสำหรับบรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ คือ ครั้งละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง โดยใช้เป็นแคปซูล/ยาเม็ด/ยาเม็ดลูกกลอน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์จากชุมชน (OTOP) หรือการผลิตใช้ภายในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเอง โดยผลิตภัณฑ์นี้จะอยู่ในรูปแบบผงสมุนไพรบดละเอียดบรรจุแคปซูลขนาดต่างๆกัน (300-500 มิลลิกรัม) หรืออยู่ในรูปแบบสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ขนาด 300-500 มิลลิกรัม) ซึ่งการนำไปใช้ในการรักษาโรคก็จะมีคำแนะนำในการรับประทานที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีปริมาณตัวยาแตกต่างกัน วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ในการเตรียมผลิตภัณฑ์นี้ ก็จะมาจากหลายแหล่ง บางที่มีการใช้ทั้งส่วนใบและต้น บางที่ใช้เฉพาะส่วนใบเท่านั้น จึงทำให้การนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้ จะมีความแปรปรวนของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคเป็นอย่างมาก ดังนั้นแต่ละผลิตภัณฑ์จึงมีคำแนะนำในการรับประทานในปริมาณที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆมีผลในการรักษาโรค สารสำคัญในฟ้าทะลายโจร สารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาของฟ้าทะลายโจร คือ สารกลุ่ม Diterpene lactones ได้แก่ สารแอนโดร กราโฟไลด์ (Andrographolide; AP1) ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide; AP3) นีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide; AP4) ดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide; AP6) เป็นต้น (รูปที่ 2)

รูปที่ 2. สูตรโครงสร้างของสารสำคัญที่พบในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร

                ฟ้าทะลายโจรกับการนำไปใช้ในทางยา สำหรับผลงานการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในรายละเอียดสามารถอ่านได้จากบทความน่ารู้ เรื่อง ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata): ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้ ในเว็บไซต์ของศูนย์ฯ นี้ ซึ่งได้เขียนรวบรวมผลงานวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ไว้ในหลากหลายแง่มุมและงานวิจัยเหล่านี้ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก แต่วันนี้เมื่อมีการนำฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาโรคมากขึ้น เนื่องจากจัดได้ว่าเป็นยาที่ได้จากธรรมชาติ (สมุนไพร) ไม่ใช่ยาสังเคราะห์ ดังนั้นน่าจะมีความปลอดภัยมากกว่า (จริงหรือไม่?) ผู้เขียนจึงอยากจะเน้นไปที่ข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับผลการศึกษาปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรต่างๆที่มีจำหน่ายในท้องตลาด การศึกษาเกี่ยวกับเภสัชจลนศาสตร์หรือการเปลี่ยนแปลงของยาเมื่อเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งข้อพึงระวังจากการใช้ฟ้าทะลายโจรที่ได้มีการรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 1. การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร การนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาโรคจะได้ผลดีหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลที่เพาะปลูก แหล่งที่ปลูก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนที่นำมาใช้ ตลอดจนระยะเวลาการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของความแปรปรวนของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้เหล่านั้นให้ผลในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้ดีในทุกๆครั้งที่นำมาใช้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทุกครั้งของการผลิต สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้พัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณของสารสำคัญชนิดต่างๆในฟ้าทะลายโจร โดยการใช้เทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) โดยเริ่มแรกสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรได้ 3 ชนิด ได้แก่ สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide-AP1), ดิออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide-AP3) และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (Neoandrographolide-AP4) โดยใช้เมทธานอลเป็นตัวทำละลายในการสกัด ซึ่งวิธีวิเคราะห์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Phytochemical Analysis ในปี พ.ศ. 2547 โดย Pholphana et al.1 เป็นวิธีที่ง่ายและสามารถทำการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดนี้ได้จากการฉีดสารตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และในปี พ.ศ. 2556 สถาบันฯสามารถที่จะแยกสารบริสุทธิ์จากฟ้าทะลายโจรได้อีก 1 ชนิด คือ สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (14-Deoxyandrographolide-AP6) ซึ่งเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งในฟ้าทะลายโจร และได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเดิม ทำให้สามารถแยกสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น รูปแบบสารสำคัญในตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดังแสดงในรูปที่ 3 วิธีการตรวจวิเคราะห์นี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Chinese Medicine2

รูปที่ 3. รูปแบบสารสำคัญในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตรวจวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค HPLC-DAD

                จากนั้นได้มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรยี่ห้อต่างๆที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด พบว่า ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดในผลิตภัณฑ์มาก (รูปที่ 4) แต่ทุกผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีสาร andrographolide (AP1) สูงที่สุด รองลงมา คือ 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) ในขณะที่มีสาร neoandrographolide (AP4) ต่ำที่สุด

รูปที่ 4. ความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญ 3 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่มีขายในท้องตลาด

                จากรูปที่ 4 จะเห็นว่า ถ้าต้องการนำผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรนี้ไปใช้ในการลดไข้ แก้เจ็บคอ หรือรักษาอาการไข้หวัด ซึ่งต้องการปริมาณสารสำคัญ andrographolide ในปริมาณสูง ตัวอย่างที่ 13, 01 หรือ 03 อาจจะได้ผลในการรักษาที่ดีกว่าตัวอย่างที่ 12 หรือ 17 ที่มีปริมาณสารชนิดนี้น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับปริมาณผงยาที่บรรจุแคปซูลหรือคำแนะนำในการรับประทานยาด้วย เช่น ถ้าใช้ตัวอย่างที่ 13 เพียง 1 แคปซูล อาจจะต้องใช้ตัวอย่างที่ 17 จำนวนถึง 4-5 แคปซูล (ปริมาณผงยาในแคปซูลเท่ากัน) เพื่อให้ได้ปริมาณสาร andrographolide เท่ากัน ซึ่งคำแนะนำในการรับประทานฟ้าทะลายโจรตามที่ระบุในฉลากก็จะมีตั้งแต่ 1 เม็ด ถึง 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีปริมาณสารสำคัญน้อย เราก็จะต้องรับประทานจำนวนหลายแคปซูลต่อมื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาโรค นอกจากนี้ยังพบว่า มีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรบางตัวอย่าง มีปริมาณสาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (AP3) สูงมาก เช่น ตัวอย่างที่ 01, 08, 15 และ 17 เป็นต้น สารชนิดนี้ในฟ้าทะลายโจรมีความสำคัญอย่างไร? จากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันฯซึ่งได้ทำการทดสอบฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิด (AP1, AP3, AP4) รวมทั้งสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรในการต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย Thrombin ในหลอดทดลอง พบว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีกว่าสาร AP1 ในขณะที่สาร AP4 ไม่มีผล และสารสกัดน้ำของฟ้าทะลายโจรก็มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ดีด้วยเช่นกัน (ผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ European Journal of Pharmacology ในปี พ.ศ. 2549 โดย Thisoda et al.3) สถาบันฯได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจในสัตว์ทดลอง เนื่องจากมีรายงานว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดี ผลการทดลอง พบว่า สาร AP3 มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีที่สุด รวมทั้งสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 สูง ก็จะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ดีกว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 น้อยกว่า (ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชื่อ Planta Medica ในปี พ.ศ. 2550 โดย Yoopan et al.4) จากผลการวิจัยนี้บ่งชี้เตือนหรือเป็นข้อพึงระวังของการใช้ฟ้าทะลายโจรได้ว่า ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญ AP3 สูง อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการความดันเลือดต่ำ หรือเกิดภาวะเลือดออกหยุดยาก ซึ่งคำเตือนที่ระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) และควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือด เพราะอาจจะเสริมฤทธิ์กันได้ ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร AP3 สูง เช่น ตัวอย่าง 01 หรือ 08 (รูปที่ 4) อาจจะทำให้เกิดอาการความดันต่ำ หรือหน้ามืดได้

รูปที่ 5. ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลต่างๆ

                นอกจากนี้ สถาบันฯยังได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 9 ตัวอย่าง (จากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ) มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ (เพิ่มการวิเคราะห์สารดิออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ หรือ 14-Deoxyandrographolide – AP6 อีก 1 ชนิด) ซึ่งผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน โดยปริมาณสาร AP1 มีค่าตั้งแต่ 7.39 มิลลิกรัมต่อกรัม (AP52) ถึง 44.98 มิลลิกรัมต่อกรัม (AP51) (รูปที่ 5) และที่น่าสนใจ คือ ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร AP52 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสาร AP3 สูงกว่า AP1 ดังนั้นถ้าผู้บริโภคนำผลิตภัณฑ์นี้มาใช้ในการรักษาโรคหวัด เจ็บคอ อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้ความดันเลือดลดลงมาก และการรักษาโรคหวัดอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ถ้านำผลิตภัณฑ์นี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยความดันเลือดสูง อาจจะให้ผลในการรักษาที่ดีกว่าก็ได้ เมื่อเห็นความแปรปรวนของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว เราก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วฟ้าทะลายโจรที่ผลิตมาในแต่ละครั้งของการผลิตที่แตกต่างกัน จะมีปริมาณสารเหล่านี้แตกต่างกันหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

รูปที่ 6. ปริมาณสารสำคัญ 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร 3 ยี่ห้อ ที่ผลิตในครั้งการผลิตที่ต่างกัน

                เราจะมาดูข้อมูลที่สถาบันฯได้ทำการศึกษาไว้ ดังแสดงในรูปที่ 6 ผลการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร 3 ยี่ห้อ (brand-01, 04, 05) ที่มีครั้งการผลิตที่แตกต่างกัน พบว่า ปริมาณสาร AP1 มีค่าแตกต่างกันไม่มากนัก ยกเว้น brand-04 lot 14/03/17 ที่มีปริมาณสารนี้น้อยกว่า lot 14/09/15 และ lot 24/02/17 นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจร brand-04 ยังมีความแปรปรวนของสาร AP3 อีกด้วย ส่วนฟ้าทะลายโจร brand-01 ก็ตรวจพบความแปรปรวนของสาร AP6 ในครั้งการผลิตที่แตกต่างกัน ซึ่งผลที่ได้นี้อาจเนื่องมาจากการปลูกและเก็บเกี่ยวสมุนไพรในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน รวมทั้งการจัดการน้ำหรือแสงแดดในการปลูกพืช ทำให้ปริมาณสารสำคัญในพืชมีการเปลี่ยนแปลงไป ถ้าการควบคุมคุณภาพของฟ้าทะลายโจรจะทำเฉพาะการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญที่ต้องการ คือ AP1 เพียงชนิดเดียว โดยไม่มีการควบคุมปริมาณสารอื่น เช่น AP3 ก็อาจทำให้การนำฟ้าทะลายโจรนี้ไปใช้ในการรักษาโรคหวัด มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ สารสำคัญ AP3 ในฟ้าทะลายโจรนี้ มีทั้งสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ และอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการในผู้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการโรคหวัดได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมปริมาณสารชนิดนี้ ไม่ให้มีปริมาณสูงจนอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ ดังนั้น ในโมโนกราฟ (Monograph) ของเภสัชตำรับของประเทศสหรัฐอเมริกา (The United State Pharmacopeia และ the National Formulary – USP35/NF30) ได้มีการกำหนดคำจำกัดความของสารสกัดฟ้าทะลายโจร (Powdered Andrographis Extract) ไว้ว่า เป็นสารสกัดที่เตรียมได้จากการสกัดด้วย methanol หรือแอลกอฮอล์ ที่มีสัดส่วนของวัตถุดิบต่อสารสกัด 15:1 ถึง 10:1 มีปริมาณสาร diterpene lactones 90.0-110.0% ของปริมาณที่ระบุไว้ โดยคำนวณเป็นน้ำหนักแห้งจากผลรวมของสารสำคัญ 4 ชนิด คือ andrographolide, neoandrographolide, 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide และ andrograpanin และได้กำหนดให้มีปริมาณสาร 14-deoxy-11, 12-didehydroandrographolide หรือ AP3 ไม่เกิน 15% ของปริมาณแลคโตนรวมทั้งหมด (total diterpene lactones) นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยของสถาบันฯยังได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของสารสกัดฟ้าทะลายโจรผง (มาตรฐานเลขที่ มอก. 2928-2562) ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ เป็นการกำหนดมาตรฐานของสารสกัดฟ้าทะลายโจรในรูปแบบผงแห้ง (Powdered Andrographis Extract) ที่มีปริมาณสาร andrographolide ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 โดยน้ำหนักสารสกัด และมีปริมาณสาร 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide ไม่มากกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณสารไดเทอร์พีนแลคโตนรวม ซึ่งสารสกัดฟ้าทะลายโจรผงตามมาตรฐานนี้ ก็จะช่วยให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีความมั่นใจในการนำไปใช้และมีความปลอดภัยอีกด้วย แล้วผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่เก็บไว้หลายๆ เดือนหรือเป็นปีๆ จะยังมีผลในการรักษาอยู่หรือไม่ สารสำคัญเสื่อมไปหรือไม่ ซึ่งการหาคำตอบนี้ก็คือ การศึกษาความคงตัวของสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด ในผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร สถาบันฯได้ทดลองเก็บผงฟ้าทะลายโจรแคปซูล (ผ่านการฉายรังสี) ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4oC เปรียบเทียบกับการเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง แล้วสุ่มมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญที่เวลาต่างๆ เป็นเวลานาน 24 เดือน (2 ปี) ผลที่ได้พบว่า สารที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเก็บฟ้าทะลายโจรแคปซูลไว้นานๆ คือ สาร AP3 ซึ่งจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลัง 15 เดือนผ่านไป เมื่อครบ 2 ปี ฟ้าทะลายโจรแคปซูลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4oC มีปริมาณ AP3 เพิ่มขึ้น 22% ส่วนฟ้าทะลายโจรแคปซูลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง มีปริมาณ AP3 เพิ่มขึ้นถึง 51% (รูปที่ 7)

รูปที่ 7. การเปลี่ยนแปลงสารสำคัญในฟ้าทะลายโจรแคปซูล (ผงบด) ที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4oC และอุณหภูมิห้องที่ระยะเวลาต่างๆ กัน

                ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับการศึกษาที่สถาบันฯได้ตีพิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้ (Pholphana et al., 20041 ใน Phytochemical Analysis) ซึ่งพบว่า ในผงบดแห้งฟ้าทะลายโจรที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง มีการลดลงของสาร AP1 (ลดลงมากถึง 26.1%) และมีการเพิ่มขึ้นของสาร AP3 มากกว่า 50% (หลังเก็บไว้นาน 15 เดือน) ดังนั้นการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (วัตถุดิบ) หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้นานๆมาใช้ อาจจะทำให้มีปริมาณสารสำคัญที่ต้องการฤทธิ์ในการรักษาโรคหวัด เช่น AP1 น้อยลงกว่าที่ต้องการ แต่อาจทำให้ได้รับสารบางชนิด (AP3) เกินความจำเป็น จนเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้เช่นกัน เมื่อเขียนมาถึงตอนนี้ คงทำให้เราได้รู้แล้วว่า การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้เป็นยารักษาโรค ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสารที่มาจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีสังเคราะห์ ก็ยังต้องมีความระมัดระวัง ไม่ใช่สามารถรับประทานได้พร่ำเพรื่อ เราต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่นำมาใช้ได้ผ่านการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญที่ดี มีสารออกฤทธิ์ตามที่ต้องการใช้ และมีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่ดีอีกด้วย 2. การพัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สาร Diterpenoids ในเลือดของอาสาสมัครที่รับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล โดยเทคนิค LC-MS/MS สถาบันฯได้รับความร่วมมือจากโรงงานเภสัชกรรมทหารในการผลิตผงฟ้าทะลายโจรแคปซูล เพื่อใช้ในการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครสุขภาพดี และมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพแล้ว เราก็ได้ทำการศึกษาว่า เมื่อรับประทานฟ้าทะลายโจรเข้าสู่ร่างกายแล้ว สารสำคัญเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สถาบันฯได้พัฒนาวิธีการสกัดและตรวจวิเคราะห์สารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ในตัวอย่างพลาสมาที่ได้จากอาสาสมัครสุขภาพดีที่รับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในขนาดที่ใช้รักษาอาการหวัด (มื้อละ 4 แคปซูล วันละ 3 เวลา ทุก 8 ชั่วโมง ก่อนอาหาร รวม 12 แคปซูลต่อวัน) ซึ่งปริมาณสารสำคัญที่ได้รับต่อวัน คือ 97.92, 16.20, 10.80 และ 11.52 มิลลิกรัม สำหรับ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ตามลำดับ ทำการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญต่างๆโดยใช้เทคนิค LC-MS/MS ซึ่งเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรในพลาสมานี้มีค่า LOQ (Limit of quantification) ที่ 2.50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (สำหรับ AP1) และที่ 1.00 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (สำหรับสารอื่นๆ) สำหรับค่า recovery อยู่ระหว่าง 86.54-111.56 % ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ดังนั้นวิธีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญจากฟ้าทะลายโจรในเลือดนี้สามารถนำไปใช้ในการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (Pharamcokinetic study) ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรได้ (Pholphana et al., 20155; Planta Medica) 3. การศึกษาการแตกตัวและเภสัชจลนศาสตร์ของสาร Diterpenoids ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในอาสาสมัครสุขภาพดี ก่อนการทดลองทางคลินิกในอาสาสมัครสุขภาพดี สถาบันฯได้มีการทดสอบการแตกตัวของแคปซูล (Dissolution testing) โดยทำการทดสอบในสารละลายบัฟเฟอร์ pH 1.2, pH 4.5 และ pH 6.8 ที่เป็นการจำลองสภาวะของยาในทางเดินอาหาร ซึ่งผลการทดลองพบว่า แคปซูลฟ้าทะลายโจรแตกตัวได้เร็วและปลดปล่อยสารสำคัญทั้ง 4 ชนิด คือ AP1, AP3, AP4 และ AP6 ออกมาได้ดี (ละลายออกมาหมดภายใน 60 นาที) และที่ pH 6.8 มีปริมาณสารสำคัญสูงที่สุด ส่วนที่ pH 1.2 มีปริมาณสารสำคัญน้อยที่สุด (โดยเฉพาะ AP4) จากนั้นได้ทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี เพศหญิงและชาย จำนวน 20 คน รับประทานแคปซูลฟ้าทะลายโจรวันละ 12 แคปซูล (มื้อละ 4 แคปซูล วันละ 3 เวลา ทุก 8 ชั่วโมง ก่อนอาหาร) ติดต่อกัน 3 วัน ผลที่ได้พบว่า ถึงแม้ว่าปริมาณสารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายสูงสุดจากการรับประทานแคปซูลฟ้าทะลายโจรจะเป็นสาร AP1 ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ตรวจพบมากในฟ้าทะลายโจร แต่ปริมาณสารสำคัญสูงสุดที่ตรวจวิเคราะห์ได้ในพลาสมา คือ สาร AP3 ซึ่งมีค่าระดับยาในพลาสมา (maximum concentration; Cmax) และ area under the plasma concentration-time curve (AUC) สูงที่สุด ส่วนสาร AP1 มีค่า Cmax และ AUC รองลงมาเป็นที่ 2 ตามลำดับ ผลการศึกษาที่ได้นี้ จะเห็นได้ว่า การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคหวัด ที่โดยทั่วไปจะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญ AP1 หรือ andrographolide ในปริมาณสูง แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว พบว่า ในร่างกายจะมีปริมาณสาร AP3 สูงกว่า AP1 ซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ว่า สารชนิดนี้มีฤทธิ์ในการลดความดันเลือดได้ระยะสั้นๆ ดังนั้นอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้ฟ้าทะลายโจรนี้เกิดอาการข้างเคียงความดันเลือดลดต่ำลงได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ฟ้าทะลายโจรในปริมาณมากๆและติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคมากขึ้น (Pholphana et al., 20166; Journal of Ethnopharmacology) นอกจากนี้ ผลการศึกษาในอาสาสมัครที่ได้รับฟ้าทะลายโจรแคปซูลติดต่อกันนาน 3 วันนี้ ยังตรวจไม่พบความผิดปกติของค่าตรวจวัดทางคลินิกต่างๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันเลือด การแข็งตัวของเลือด ผลตรวจเคมีของเลือด ผลตรวจชนิดของเม็ดเลือด และผลตรวจปัสสาวะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ค่าเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในช่วงค่าปกติของคนสุขภาพดีทั่วไป ตัวอย่างเช่น มีการลดลงแบบชั่วคราวของค่าความดันเลือดหลังจากการรับประทานยา การเพิ่มขึ้นของเม็ดเลือดขาวและค่า absolute neutrophil count ในเลือด ค่าความเป็นด่างของปัสสาวะเพิ่มขึ้น ค่า alkaline phosphatase ลดลง แต่ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรงในอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการตลอดการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ (Suriyo et al., 20177; Planta Medica) ฟ้าทะลายโจรและข้อควรระวัง หลังจากที่ฟ้าทะลายโจรได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก็ได้มีการเฝ้าระวังการใช้ยาดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศไทย จากฐานข้อมูล Thai Vigibase ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 (ปีแรกที่ได้รับรายงาน) ถึงเดือนสิงหาคม 2554 มีรายงาน adverse events (AEs) จากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 154 ฉบับ เกิด AEs ทั้งสิ้น 199 อาการ อาการที่พบมาก เช่น ผื่นลมพิษ (28) angioedema (20) แน่นหน้าอก (5) anaphylactic shock (3) เป็นต้น (ข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มีนาคม 2559 หน้า 1-7 และหน้า 27-32) โดยอาการส่วนใหญ่เกิดในวันแรกของการได้รับยา นอกจากนี้ในข้อมูล WHO Vigibase สืบค้นถึงปี พ.ศ. 2555 เป็นรายงาน AEs จากการใช้ตำรับเดี่ยวฟ้าทะลายโจร 13 ฉบับจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพบว่ามี anaphylactic reaction 2 ฉบับ และยังมีรายงานจากการใช้ตำรับยาผสม 21 ฉบับ มาจากประเทศออสเตรเลีย 18 ฉบับ และประเทศสวีเดน 3 ฉบับ ซึ่งพบว่าเป็น anaphylactic shock 3 ฉบับ และ anaphylactic reaction 1 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศออสเตรเลีย Therapeutic Good Administration (TGA) ได้แจ้งเตือนผู้บริโภคและบุคคลากรการแพทย์ถึงความเสี่ยงการเกิดอาการแพ้ (allergic reaction) ชนิดรุนแรง จากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เนื่องจาก ในระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545-2557 TGA ได้รับรายงาน anaphylaxis 43 ฉบับ และ allergic-type reaction 78 ฉบับ ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรทั้งรูปแบบตำรับยาผสมและยาเดี่ยว TGA ได้แนะนำว่า หากเกิดอาการแพ้ ได้แก่ ผื่นลมพิษ ชาในช่องปากหรือบริเวณโดยรอบ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หน้าบวม หายใจลำบาก ลิ้นบวม บวมในช่องคอเปล่งเสียงลำบาก ไม่รู้สึกตัวและหมดสติ ให้หยุดใช้ยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์ สำหรับการใช้ฟ้าทะลายโจรในประเทศไทย ได้มีการระบุความเสี่ยง ข้อห้าม หรือคำแนะนำ การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งข้อความนี้ต้องมีการแจ้งเตือนในฉลากหรือเอกสารกำกับยา ดังนี้ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยานี้ หรือเคยมีอาการ เช่น ผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน หากใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน แล้วไม่หายหรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างการใช้ยา ควรหยุดใช้และพบแพทย์ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจัดเป็น ‘ยาเย็น’ ตามหลักการแพทย์แผนไทย (ช่วยขับความร้อนออกจากร่างกาย) จึงไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน การใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการอ่อนแรงหรือชาได้ และการใช้ยาติดต่อกัน 3 วัน ถ้าไม่เห็นผลหรือมีอาการมากขึ้น อาจบ่งชี้ว่า ฟ้าทะลายโจรใช้ในการรักษาไม่ได้ผล จากรายงานที่มีการเฝ้าระวังการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคนี้ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าฟ้าทะลายโจรนี้สามารถวางจำหน่ายได้ทั่วไป และซื้อหาไว้ติดบ้านและรับประทานได้เองเมื่อมีอาการโรคหวัด โดยไม่ต้องมีแพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ แต่การนำมาใช้ก็ควรจำกัดการใช้เท่าที่จำเป็นและคำนึงถึงข้อควรระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาแผนปัจจุบันอื่นๆร่วมด้วย ข้อควรระวังอย่างยิ่งคือ การเกิดอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร แบบ allergic reaction ที่มีรายงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาที่มีสารสำคัญที่ไม่จำเป็นต่อโรคหวัด เช่น AP3 ในปริมาณสูงๆ (การใช้ฟ้าทะลายโจรที่เก็บไว้นานๆ หรือฟ้าทะลายโจรที่มีสาร AP3 สูง) ก็อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด ความดันเลือดต่ำได้ การมีสมุนไพรฟ้าทะลายโจรติดบ้านไว้เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นสมุนไพรที่มีงานวิจัยทั่วโลกรองรับมากมาย เป็นการสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับ ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรมีรายได้ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งจะต้องมีการควบคุมคุณภาพของฟ้าทะลายโจร โดยมีการควบคุมดูแลตั้งแต่การปลูกสมุนไพร การเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้มีสารออกฤทธิ์ที่ต้องการสูงและมีสารอื่นๆที่ไม่ต้องการต่ำๆ ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดแมลงหรือโลหะหนัก รวมทั้งไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ มีการเก็บรักษาทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ดี ไม่นำเอาสมุนไพรเก่าที่เก็บไว้นานมาใช้ ขบวนการผลิตยาสมุนไพรได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ (finished products) และศึกษาความคงตัวของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งเกษตรกรและผู้ผลิตสามารถช่วยกันทำให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรเหล่านี้มีคุณภาพในการรักษาโรคได้ สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลในบทความนี้คงจะมีประโยชน์ต่อการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ในการศึกษากับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19 ไม่มากก็น้อย และให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภคที่อยากซื้อหาฟ้าทะลายโจรมาไว้ติดบ้าน เพื่อรับประทานในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย หรือใช้ในการป้องกันหรือรักษาอาการโรคหวัด ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในทางยาหลายชนิด ทำให้ยากต่อการควบคุมขนาดของยาให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ตามต้องการ ไม่ได้มีเพียงสารเดี่ยวๆ เหมือนยาแผนปัจจุบันที่สามารถควบคุมหรือปรับขนาดยาได้ง่าย ดังนั้นจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดในการรักษาโรค และมีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงจากการใช้ฟ้าทะลายโจรน้อยที่สุดด้วย เอกสารอ้างอิง

  1. Pholphana N, Rangkadilok N, Thongnest S, Ruchirawat S, Ruchirawat M, Satayavivad J. Determination and variation of three active diterpenoids in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees. Phytochem Anal. 2004; 15(6):365-71.
  2. Pholphana N, Rangkadilok N, Saehun J, Ritruechai S, Satayavivad J. Changes in the contents of four active diterpenoids at different growth stages in Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (Chuanxinlian). Chin Med. 2013; 8(1):2.
  3. Thisoda P, Rangkadilok N, Pholphana N, Worasuttayangkurn L, Ruchirawat S, Satayavivad J. Inhibitory effect of Andrographis paniculata extract and its active diterpenoids on platelet aggregation. Eur J Pharmacol. 2006; 553(1-3):39-45.
  4. Yoopan N, Thisoda P, Rangkadilok N, Sahasitiwat S, Pholphana N, Ruchirawat S, Satayavivad J. Cardiovascular effects of 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide and Andrographis paniculata extracts. Planta Med. 2007; 73(6):503-11.
  5. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Satayavivad J. A simple and sensitive LC-MS/MS method for determination of four major active diterpenoids from Andrographis paniculata in human plasma and its application to a pilot study. Planta Med. 2016; 82(1-2):113-20.
  6. Pholphana N, Panomvana D, Rangkadilok N, Suriyo T, Puranajoti P, Ungtrakul T, Pongpun W, Thaeopattha S, Songvut P, Satayavivad J. Andrographis paniculata: Dissolution investigation and pharmacokinetic studies of four major active diterpenoids after multiple oral dose administration in healthy Thai volunteers. J Ethnopharmacol. 2016; 194:513-521.
  7. Suriyo T, Pholphana N, Ungtrakul T, Rangkadilok N, Panomvana D, Thiantanawat A, Pongpun W, Satayavivad J. Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects. Planta Med. 2017; 83(9):778-789.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2314


ฟ้าทะลายโจร: รักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างไร?

ฟ้าทะลายโจร: รักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างไร?

ดร.นุชนาถ รังคดิลก, ดร.ทวิช สุริโย, นันทนิจ ผลพนา, และรศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI), สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ (CGI)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

การพบคนไทยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ

                โรคติดเชื้อโควิด-19 ได้กลับมาสร้างความวิตกกังวลให้คนไทยทั้งประเทศอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ เมื่อมีการพบผู้ป่วยคนไทยติดเชื้อโควิด-19 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นคนไทยที่กลับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้เกิดการคาดคะเนว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การระบาดรอบที่สองของเชื้อโควิด-19 เหมือนประเทศอื่นๆ หรือไม่ความหวังของการป้องกันการระบาดของไวรัสชนิดนี้ก็คือ การใช้วัคซีนป้องกันโรค ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันมีการแข่งขันในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศ และภายในเดือนธันวาคมนี้ ได้มีการอนุมัติและได้เริ่มฉีดวัคซีนที่ใช้เวลาในการคิดค้นและทดสอบในระยะเวลาอันรวดเร็วในประเทศรัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

                มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใช้ได้ประมาณกลางปี 2564 และหากว่าประเทศไทยมีการระบาดรอบที่สองจริง ผู้ป่วยจะมียารักษาโรคโควิด-19 หรือไม่? ยารักษาโรคโควิด-19 ชนิดรุนแรง คือ Remdesivir ของบริษัท Gilead Sciences มีราคาแพง แม้จะซื้อในราคามิตรภาพที่ประมาณ 2,340 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 70,200 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน: 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 30 บาท) ต่อผู้ป่วย 1 คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเตรียมพร้อมไว้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัญหาของมวลมนุษยชาติทั้งโลก ตลอดระยะเวลาที่มีการระบาดของโรคที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 มากขึ้น จึงทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้

ในขณะที่การผลิตวัคซีนได้มีการศึกษาวิจัย และพัฒนาอย่างเร่งด่วน และเป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจนประสบความสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การผลิตวัคซีน ซึ่งมีหลายชนิดที่จะทยอยนำออกมาใช้ในปัจจุบัน ตัวอย่าง เช่น วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) เป็นต้น

การพัฒนายารักษาโรคโควิด-19

                ส่วนการพัฒนายาจากสมุนไพร โดยอาศัยแนวความคิดด้านวิทยาการทางเคมีเชิงคํานวณ หรือเคมีคอมพิวเตอร์ (Computational Chemistry) และการสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ ร่วมด้วย เพื่อหาเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยาที่มีใช้อยู่แล้ว และสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมทั้งการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ในหลอดทดลอง ที่มีการแข่งขันกันศึกษาวิจัยเป็นอย่างมากในช่วงปี ค.ศ. 2020 และมีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นจำนวนมาก (Akaji and Konno, 2020; Alazmi and Motwalli, 2020; Bhuiyan et al, 2020; Boopathi et al, 2020; Das et al, 2020; Enmozhi et al, 2020; Fiorucci et al, 2020; Goyal and Goyal, 2020; Hoffmann et al, 2020; Kodchakorn et al, 2020; Lakshmi et al, 2020; Maurya et al, 2020; Murugan et al, 2020; Stoddard et al, 2020; Wu et al, 2020; Zhou et al, 2020) ซึ่งจากผลงานวิจัยเหล่านี้ทำให้พบว่า ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้านได้อย่างไร และตำแหน่งที่ยาจะไปออกฤทธิ์จะมีอะไรบ้าง ซึ่งความรู้เหล่านี้ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนายา เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ในอนาคตอันใกล้นี้

Remdesivir

                ปกติ การพัฒนายาใหม่เพื่อใช้ในการรักษาโรคจะใช้เวลานานมากระหว่าง 5-10 ปี ดังนั้น ในช่วงที่เชื้อโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จึงเห็นว่า วิธีที่จะหายารักษาโรคที่ทำได้เร็วที่สุดก็ คือ ต้องอาศัยการศึกษาข้อบ่งใช้ใหม่ของยาเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาจากสมุนไพร เพื่อลดขั้นตอนการนำยามาใช้ให้ทันกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก

                การศึกษาหาเป้าหมายของยาที่จะออกฤทธิ์ในการรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีหลักการสำคัญ คือ การป้องกันเชื้อโควิด-19 เข้าสู่เซลล์ และการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ยาต้านเชื้อไวรัส Remdesivir เป็นยาแผนปัจจุบันที่กำลังมีการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ในการป้องกันและรักษาโรค Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus หรือโรค MERS-CoV ได้มีการนำมาศึกษาในการยับยั้งเชื้อโควิด-19 ในหลอดทดลอง Remdesivir ออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง Viral RNA–dependent, RNA polymerase ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการเพิ่มปริมาณเชื้อ (Li et al, 2020) และมีการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงจากผู้ป่วย 53 คน พบว่า มีอาการดีขึ้น 36 คน (Grein et al, 2020) สำหรับรายละเอียดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยานี้ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยของ Grein et al, 2020 และ Wang et al, 2020) จึงจัดได้ว่า Remdesivir ซึ่งเป็นยาที่กำลังมีการศึกษาการต้านเชื้อไวรัสอยู่แล้ว และสามารถนำมาใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้เร็วที่สุด (Beigel et al, 2020)

ฟ้าทะลายโจร

                ยาสมุนไพรที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจในการนำมาใช้รักษาโรคโควิด-19 ในขณะนี้ คือ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งในต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคหวัด (Common cold) ในคนมาเป็นเวลานานแล้ว (Thamlikitkul et al, 1991; Cáceres et al, 1997; Hancke et al, 1995)

                ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata Wall ex Ness. วงศ์ Acanthaceae) เป็นพืชสมุนไพรไทยที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ให้ความสนใจมาเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาวิจัย ตั้งแต่วิธีการปลูก วิธีการเตรียมสารสกัด การควบคุมคุณภาพสารสำคัญ การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา และได้เขียนบทความเผยแพร่ซึ่งติดตามอ่านได้ดังนี้

                ฟ้าทะลายโจร: การนำไปใช้และข้อควรระวัง (1 May 2020)
ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) – ข้อมูลวิชาการที่น่ารู้ (16 February 2016)
“ฟ้าทะลายโจร” สมุนไพรที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ (15 February 2016)

                นอกจากนี้ สาร Andrographolide ซึ่งเป็นสารสำคัญหลักในฟ้าทะลายโจร ยังมีการศึกษาอย่างแพร่หลายในห้องปฏิบัติการและทางคลินิกเพื่อใช้เป็นยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งครอบคลุมเชื้อไวรัสหลายชนิด (Cai et al, 2015; Cai et al, 2016; Chen et al, 2009; Churiyah et al, 2015; Ding et al, 2017; Edwin et al. 2016; Gupta et al, 2017; Lee et al, 2014; Ling et al, 2014; Paemanee et al, 2019; Tang et al, 2012; Wintachai et al, 2015) สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับสาร Andrographolide ในการยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 มีการพยากรณ์โดยใช้เทคนิคทางวิทยาการเคมีเชิงคำนวณ เพื่อดูว่า สาร Andrographolide จะสามารถจับกับเป้าหมายสำคัญในกลไกการเข้าสู่เซลล์และเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสได้หรือไม่?

กลไกการออกฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 ของสาร Andrographolide

                เชื้อไวรัสโควิด-19 มีตำแหน่งที่สำคัญ คือ Spike glycoprotein (ส่วนที่เป็นหนาม) ที่จะจับกับ Angiotensin converting enzyme-2 (ACE-2) โดยตำแหน่งนี้มีความสำคัญสำหรับการที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ เมื่อไวรัสเข้าเซลล์แล้วจะมีการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสขึ้น ซึ่งต้องอาศัย Main protease Mpro และ Papain-like protease PLpro มีรายงานว่า สาร Andrographolide สามารถยับยั้งการทำงานของ Main protease ได้ (Bhuiyan et al, 2020; Enmozhi et al, 2020; Mohammad et al, 2020; Shi et al, 2020) นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สาร Andrographolide สามารถยับยั้งที่ Spike protein และ ACE2 (Maurya et al, 2020) และ PLpro 3CLpro และ Spike protein (Murugan et al, 2020)

                จากการศึกษาในหลอดทดลองของคณะนักวิจัยที่ไต้หวันพบว่า สาร Andrographolide ยับยั้งเอนไซม์ Main protease ได้จริงตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อทำการศึกษาโดยวิทยาการเคมีเชิงคำนวณ (Shi et al, 2020) นอกจากคุณสมบัติในการยับยั้งกลไกการเข้าสู่เซลล์และเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสแล้ว สารสกัดฟ้าทะลายโจร ยังมีฤทธิ์อีกหลากหลายที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการได้รับเชื้อไวรัส เช่น การลดการอักเสบ (Akbar, 2011; Cai et al, 2016) เป็นต้น ส่วนฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือการปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน (Churiyah et al, 2015; Wang et al, 2010) เป็นเรื่องที่ซับซ้อน (Jafarzadeh et al, 2020) และจะต้องระมัดระวังอย่างมาก จึงยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยต่อไป

การศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นของฟ้าทะลายโจร

                สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาของคณะนักวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร และสาร Andrographolide มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้จากผู้ป่วยในประเทศไทยได้ และจากการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในประเทศไทยซึ่งมีผู้ป่วยเหลือจำนวนน้อยแล้ว ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และหน่วยงานภาคีร่วมวิจัย ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ และองค์การเภสัชกรรม พบว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระดับความรุนแรงน้อย จำนวน 6 ราย ซึ่งได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง มีอาการดีขึ้นทุกราย หลังวันที่สามของการได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจร ซึ่งขณะนี้ ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนที่จะขยายการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป ในช่วงที่เริ่มจะมีการระบาดครั้งใหม่นี้

ข้อควรระวังในการใช้ฟ้าทะลายโจร

                อย่างไรก็ตาม การใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรค มีข้อที่ควรคำนึงถึงคือ ปริมาณของสารสำคัญ Andrographolide ในฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสมจะต้องมีมากพอที่จะมีฤทธิ์ในการรักษา แต่ก็ไม่มากจนเกิดอาการข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งจากการสำรวจผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปพบว่า มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น แคปซูลบรรจุผงบดละเอียด แคปซูลบรรจุสารสกัด ทั้งที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นยาสมุนไพรซึ่งมีการระบุปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ Andrographolide หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากชุมชนหรือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า แต่ละผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจะมีปริมาณสารสำคัญแปรปรวนมาก ซึ่งอาจมีผลทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาโรคแตกต่างกัน ทำให้มีปริมาณการรับประทานมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในเบื้องต้นการใช้ผลิตภัณฑ์ควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในฉลาก และข้อสำคัญคือ หลังการใช้ หากมีอาการแพ้ผื่นคัน ควรหยุดใช้ยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และไม่ควรใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือด เป็นต้น

สรุป

                จากข้อมูลที่นำเสนอนี้จะเห็นได้ว่า มีความพยายามของนักวิจัยทั่วโลก โดยเฉพาะจากประเทศอินเดียและจีน ที่ให้ความสำคัญในการศึกษาหายามารักษาโรคโควิด-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งสารสำคัญหลักในฟ้าทะลายโจร (Andrographolide) นอกจากจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส จากการพยากรณ์โดยใช้วิทยาการเคมีเชิงคำนวณแล้ว ยังมีการทดสอบว่า สามารถยับยั้งการทำงานของ Main protease ในหลอดทดลองได้จริง ซึ่งกลไกนี้เป็นเป้าหมายของการออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสในร่างกาย และขณะนี้ทีมนักวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการพบว่า ฟ้าทะลายโจรและสาร Andrographolide สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในหลอดทดลอง และจากการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นยังได้ผลการทดสอบในเชิงบวก โดยผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีอาการน้อยสามารถหายได้เร็วขึ้น และตรวจไม่พบเชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไปในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังจะต้องทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของสารสำคัญฟ้าทะลายโจรในร่างกาย และอาการข้างเคียงหลังจากการรับประทาน เพื่อใช้ในการกำหนดปริมาณของการรับประทานยา ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาและมีความปลอดภัยกับผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยสบายใจได้ระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อยประเทศไทยเรา ก็ยังมีทางเลือกในการนำสมุนไพรไทยมาให้ใช้เป็นยารักษาได้ โดยหากพบว่า มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด ในเบื้องต้นก็สามารถที่จะใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาบรรเทาอาการก่อนที่จะไปพบแพทย์ต่อไป แต่วิธีที่ดีที่สุดคงจะเป็นมาตรการป้องกันที่ประเทศไทยใช้ได้ผลดี และได้รับคำชมเชยจากองค์การอนามัยโลกมาแล้ว ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในที่มีคนหนาแน่น และอากาศถ่ายเทไม่ดี การหมั่นล้างมือบ่อยๆ และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หากคนไทยทุกคนร่วมใจสามัคคีกันตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำอย่างเคร่งครัด คาดว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง

  • Akaji K and Kono H. Design and evaluation of anti-SARS-Coronavirus agents based on molecular interactions with the viral protease. Molecules. 2020; 25:3920.
  • Akbar S. Andrographis paniculata: A review of pharmacological activities and clinical effects. Altern Med Rev. 2011; 16(1):66-77.
  • Alazmi M and Motwalli O. Molecular basis for drug repurposing to study the interface of the S protein in SARS-CoV-2 and human ACE2 through docking, characterization, and molecular dynamics for natural drug candidates. J Mol Model. 2020; 26:338.
  • Beigel JH, et al. Remdesivir for the treatment of Covid-19-Final report. N Engl J Med. 2020; 383:1813-26.
    Bhuiyam FR, et al. Plants metabolites: Possibility of natural therapeutics against the COVID-19 pandemic. Front Med (Lausanne). 2020; 7:444.
  • Boopathi S, et al. Novel 2019 coronavirus structure, mechanism of action, antiviral drug promises and rule out against its treatment. J Biomol Struct Dyn. Published online: 30 April 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1758788)
    Cáceres DD, et al. Prevention of common colds with Andrographis paniculata dried extract: A pilot double blind trial. Phytomedicine. 1997; 4(2):101-4.
  • Cai W, et al. 14-Deoxy-11,12-dehydroandrographolide exerts anti-influenza A virus activity and inhibits replication of H5N1 virus by restraining nuclear export of viral ribonucleoprotein complexes. Antiviral Res. 2015; 118:82-92.
  • Cai W, et al. 14-Deoxy-11,12-didehydroandrographolide attenuates excessive inflammatory responses and protects mice lethally challenged with highly pathogenic A(H5N1) influenza viruses. Antiviral Res. 2016; 133:95-105.
  • Chen J-X, et al. Activity of andrographolide and its derivatives against influenza virus in vivo and in vitro. Biol Pharm Bull. 2009; 32(8):1385-91.
  • Churiyah, et al. Antiviral and immunostimulant activities of Andrographis paniculata. HAYATI J Biosci. 2015; 22(2):67-72.
  • Das S, et al. An investigation into the identification of potential inhibitors of SAR-CoV-2 main protease using molecular docking study. J Biomol Struct Dyn. Published online: 13 May 2020. (DOI:10.1080/07391102.2020.1763201)
  • Ding Y, et al. Andrographolide inhibits influenza A virus-induced inflammation in a murine model through NF-κB and JAK-STAT signaling pathway. Microbes Infect. 2017; 19(12):605-15.
  • Edwin E-S, et al. Anti-dengue efficacy of bioactive andrographolide from Andrographis paniculata (Lamiales: Acanthaceae) against the primary dengue vector Aedes aegypti (Diptera: Culicidae). Acta Trop. 2016; 163:167-78.
  • Enmozhi SK, et al. Andrographolide as a potential inhibitor of SARS-CoV-2 main protease: An in silico approach. J Biomolec Struc Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1760136)
  • Fiorucci D, et al. Computational drug repurposing for the identification of SARS-CoV-2 main protease inhibitors. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1796805)
  • Goyal B and Goyal D. Targeting the dimerization of the main protease of coronaviruses: A potential broad-spectrum therapeutic strategy. ACS Comb Sci. 2020; 22(6): 297–305.
  • Grein J, et al. Compassionate use of remdesivir for patients with severe Covid-19. N Engl J Med. 2020; 382:2327-36.
    Gupta B, et al. 2017. Broad-spectrum antiviral properties of andrographolide. Arch Virol. 2017; 162(3): 611-23.
  • Hancke J, et al. A double-blind study with a new monodrug Kan Jang: Decrease of symptoms and improvement in the recovery from common colds. Phytother Res. 1995; 9(8): 559-62.
  • Hoffmann M, et al. SARS-CoV-2 cell entry depends on ACE2 and TMPRSS2 and is blocked by a clinically proven protease inhibitor. Cell. 2020; 181(2): 271-80.
  • Jafarzadeh A, et al. Contribution of monocytes and macrophages to the local tissue inflammation and cytokine storm in COVID-19: Lessons from SARS and MERS, and potential therapeutic interventions. Life Sci. 2020; 257:118102.
  • Kodchakorn K, et al. Molecular modelling investigation for drugs and nutraceuticals against protease of SARS-CoV-2. J Mol Graph Model. 2020; 101:107717.
  • Lakshmi SA, et al. Ethnomedicines of Indian origin for combating COVID-19 infection by hampering the viral replication: using structure-based drug discovery approach. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1778537)
    Lee J-C, et al. Andrographolide exerts anti-hepatitis C virus activity by up-regulating haeme oxygenase-1 via the p38 MAPK/Nrf2 pathway in human hepatoma cells. Br J Pharmacol. 2014; 171(1): 237-52.
  • Li Z, et al. Rapid review for the anti-coronavirus effect of remdesivir. Drug Discov Ther. 2020; 14(2): 73-6.
  • Ling APK, et al. Inhibitory activities of methanol extracts of Andrographis paniculata and Ocimum sanctum against dengue-1 virus. International Conference on Biological, Environment and Food Engineering (BEFE-2014), August 4-5, 2014 Bali (Indonesia). 2014. (DOI: 10.15242/IICBE.C814013)
  • Maurya VK, et al. Structure-based drug designing for potential antiviral activity of selected natural products from Ayurveda against SARS-CoV-2 spike glycoprotein and its cellular receptor. VirusDisease. 2020; 31:179-93.
  • Mohammad T, et al. Identification of high-affinity inhibitors of SARS-CoV-2 main protease: Towards the development of effective COVID-19 therapy. Virus Res. 2020; 288: 198102.
  • Murugan NA, et al. Computational investigation on Andrographis paniculata phytochemicals to evaluate their potency against SARS-CoV-2 in comparison to known antiviral compounds in drug trials. J Biomol Struct Dyn. 2020. (DOI: 10.1080/07391102.2020.1777901)
  • Paemanee A, et al. A proteomic analysis of the anti-dengue virus activity of andrographolide. Biomed Pharmacother. 2019; 109: 322-32.
  • Shi T-Z, et al. Andrographolide and its fluorescent derivative inhibit the main proteases of 2019-nCoV and SARS-CoV through covalent linkage. Biochem Biophys Res Commun. 2020; 533(3):67–473.
  • Stoddard SV, et al. Optimization rules for SARS-CoV-2 Mpro antivirals: Ensemble docking and exploration of the coronavirus protease active site. Viruses. 2020; 12(9):942.
  • Tang LIC, et al. Screening of anti-dengue activity in methanolic extracts of medicinal plants. BMC Complement Altern Med. 2012; 12:3.
  • Thamlikitkul V, et al. Efficacy of Andrographis paniculata, Nees for pharyngotonsillitis in adults. J Med Assoc Thai. 1991; 74(10):437-42.
  • Wang W, et al. Immunomodulatory activity of andrographolide on macrophage activation and specific antibody response. Acta Pharmacol Sin. 2010; 31(2):191-201.
  • Wang Y, et al. Remdesivir in adults with severe COVID-19: a randomised, double-blind, placebo-controlled, multicentre trial. Lancet. 2020; 395:1569-78.
  • Wintachai P, et al. Activity of andrographolide against chikungunya virus infection. Sci Rep. 2015; 5: 14179.
  • Wu C, et al. Analysis of therapeutic targets for SARS-CoV-2 and discovery of potential drugs by computational methods. Acta Pharm. Sin. B. 2020; 10(5):766-88.
  • Zhou Y, et al. Network-based drug repurposing for novel coronavirus 2019-nCoV/SARS-CoV-2. Cell Discov. 2020; 6:14.

ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/2402


ฟ้าทะลายโจร มีผลข้างเคียงต่อตับหรือไม่?

ดร.ทวิช สุริโย, ดร.ภญ.ผาณิต ทรงวุฒิ, รศ.ดร.ภญ.ดวงจิตต์ พนมวัน ณ อยุธยา,
ดร.ภรณี ปูรณโชติ, ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก, รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                สืบเนื่องจากมีผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าใช้ฟ้าทะลายโจรแล้วทำให้ตับพัง จากงานวิจัยฟ้าทะลายโจรในต่างประเทศที่ใช้ฟ้าทะลายโจรทั้งชนิดผงและสารสกัด ในการรักษาอาการหวัด หลอดลมอักเสบ ไม่มีรายงานว่าฟ้าทะลายโจรก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ นอกจากนั้นในการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของการใช้ผงฟ้าทะลายโจรปริมาณ 12 แคปซูล (4.2 กรัม) ต่อวัน ติดต่อกัน 3 วัน (มีปริมาณสาร Andrographolide 97 มิลลิกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าการทำงานของเอนไซม์ตับ AST (Aspartate Aminotransferase) และ ALT (Alanine Aminotransferase) ผิดปกติ (Suriyo et al., 2017) สำหรับการศึกษาความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของสารสกัดฟ้าทะลายโจรปริมาณ 9 แคปซูล ต่อวัน (มีปริมาณสาร Andrographolide ขนาด 180 มิลลิกรัมต่อวัน) [อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษา] ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มทั้งขนาดและระยะวันการได้รับฟ้าทะลายโจร ก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์ตับเช่นกัน แต่หากใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร Andrographolide ในขนาดสูงถึง 360 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 7 วัน จะพบการเปลี่ยนแปลงของ AST เล็กน้อย ในอาสาสมัคร 1 คนใน 12 คน ซึ่งค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นนี้จะกลับเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนค่าเอนไซม์ ALT จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอาสาสมัคร 4 คน ซึ่งคิดเป็น 33.33% แต่การทำงานของเอนไซม์ก็จะกลับเป็นปกติภายใน 1-3 สัปดาห์ ดังนั้นขนาดของสาร Andrographolide ที่เหมาะสม คือ 180 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน จึงไม่ควรใช้ในขนาดและระยะเวลานานเกินกว่านี้

                เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมากที่ต้องการยารักษาโรคโควิด-19 และยาฟ้าทะลายโจรก็เป็นสมุนไพรที่ได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งกลไกการออกฤทธิ์ อาการข้างเคียง และการศึกษาในทางคลินิกในผู้ติดเชื้อจริง ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งได้มีการใช้ในรูปแบบผง สารสกัด และการพัฒนาสารอนุพันธ์ Andrographolide ให้อยู่ในรูปแบบยาฉีด ดังนั้นหากมีการพบการติดเชื้อโควิด-19 จึงควรใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรทั้งรูปแบบผงและสารสกัดทันที ในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นยาที่มีประโยชน์มากและมีความปลอดภัยในระดับที่รับได้ เป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาลและช่วยระบบสาธารณสุขของชาติได้

                เอกสารอ้างอิง
                Suriyo T, Pholphana N, Ungtrakul T, Rangkadilok N, Panomvana D, Thiantanawat A, Pongpun W, Satayavivad J. (2017). Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects. Planta Med. 83(9):778-789. DOI: 10.1055/s-0043-104382.


การปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนไทย

ดร.นุชนาถ รังคดิลก สุมลธา หนูคาบแก้ว รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ทุเรียน เป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่เป็นสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก หนึ่งในประเทศที่นำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นจำนวนมากก็คือ ประเทศจีน สำหรับการส่งออกทุเรียนไปจีนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค.2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้ว 714,334 ตัน มีมูลค่าถึง 94,870 ล้านบาท การส่งออกทุเรียนไปยังจีนจึงถือเป็นรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของไทย แต่ในปี 2567 นี้ ทางจีนได้มีรายงานการแจ้งเตือนการตรวจพบการปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีน โดยได้มีการแจ้งเตือนมาตั้งแต่ 11 มี.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันมีการแจ้งเตือนแล้ว จำนวน 6 ครั้ง จากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ 12 ราย และแหล่งผลิตจำนวน 15 สวน จำนวน 16 ล็อต
(อ้างอิงจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/343652) และก่อนหน้านี้ทางกรมกักกันสัตว์และพืชของศุลกากรแห่งชาติจีนก็ได้มีการส่งเอกสารเตือนไปยังสถานทูตเวียดนามในจีนระบุว่ามีการตรวจพบทุเรียนนำเข้าจากเวียดนามถึง 77 ล็อต มีการปนเปื้อน “แคดเมียม” เกินกำหนด และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ 15 แห่ง และสวนผลไม้ 18 แห่งในเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เป็นต้นมาเช่นกัน
(อ้างอิงจาก https://www.opsmoac.go.th/guangzhou-news-files-461391791999)

                “แคดเมียม” ในทุเรียนมาจากไหน? แล้วในทุเรียนจากไทยมีปริมาณ “แคดเมียม” เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้จริงหรือไม่ การปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียน อาจเป็นผลมาจากแคดเมียมที่มีอยู่ในดินและน้ำบริเวณแหล่งปลูก ปุ๋ยที่ใช้ (ปุ๋ยจากมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลสุกรมีปริมาณแคดเมียมสูงกว่ามูลวัวหรือมูลไก่1) หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ กรมวิชาการเกษตรของไทยจึงได้สั่งระงับการส่งออกทันที ทั้งในส่วนของโรงคัดบรรจุและสวน และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างทุเรียน ดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต เพื่อเร่งหาสาเหตุการปนเปื้อน ซึ่งจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีตัวอย่างทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่จีนกำหนดไว้ที่ ปริมาณแคดเมียมต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2017 จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย (หมายเลขทะเบียน 1299/62 การทดสอบอาหาร) โดยได้รับการรับรองในรายการทดสอบ คือ การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม แมงกานีส ทองแดง แคดเมียม สังกะสี และชนิดของสารหนู ในตัวอย่างอาหาร (โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ได้ทำการเก็บตัวอย่างทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่วางจำหน่ายทั่วไป (จำนวน 7 ตัวอย่าง) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” โดยใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ผลที่ได้พบการปนเปื้อนของ “แคดเมียม” ในเนื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองในปริมาณต่ำ (<0.005-0.0163 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนของเมล็ดทุเรียน มีปริมาณ “แคดเมียม” สูงกว่าเนื้อและเปลือกทุเรียน แต่ปริมาณที่ตรวจพบในทุเรียนนี้ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ทางจีนกำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของกรมวิชาการเกษตร อย่างไรก็ตามจำนวนตัวอย่างที่นำมาตรวจวิเคราะห์ยังมีจำนวนน้อย จึงควรมีการสุ่มตัวอย่างจากแหล่งปลูกทุเรียนมาตรวจเพิ่มเติม และตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อื่นๆด้วย ซึ่งขณะนี้ทางกรมวิชาการเกษตรได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ส่งออกทุเรียน ในระหว่างวันที่ 2 – 16 ก.ย. 2567 นำตัวอย่างทุเรียน 5 ลูกต่อการส่งออก 1 ล็อต มาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อน “แคดเมียม” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับบริโภคและผู้นำเข้าทุเรียนจากไทย

                ทางสถาบันฯ ยินดีให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยแก่ผู้ส่งออกทุเรียน หรือเกษตรกรที่ต้องการตรวจ สามารถติดต่อได้ที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ (คุณเนตรทราย โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8620; email: [email protected] หรือคุณปิยพล โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8570 หรือ 089-449 9290; email: [email protected])

                ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/3475