ฟ้าทะลายโจร มีผลข้างเคียงต่อตับหรือไม่?

ดร.ทวิช สุริโย, ดร.ภญ.ผาณิต ทรงวุฒิ, รศ.ดร.ภญ.ดวงจิตต์ พนมวัน ณ อยุธยา,
ดร.ภรณี ปูรณโชติ, ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก, รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                สืบเนื่องจากมีผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าใช้ฟ้าทะลายโจรแล้วทำให้ตับพัง จากงานวิจัยฟ้าทะลายโจรในต่างประเทศที่ใช้ฟ้าทะลายโจรทั้งชนิดผงและสารสกัด ในการรักษาอาการหวัด หลอดลมอักเสบ ไม่มีรายงานว่าฟ้าทะลายโจรก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ นอกจากนั้นในการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของการใช้ผงฟ้าทะลายโจรปริมาณ 12 แคปซูล (4.2 กรัม) ต่อวัน ติดต่อกัน 3 วัน (มีปริมาณสาร Andrographolide 97 มิลลิกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าการทำงานของเอนไซม์ตับ AST (Aspartate Aminotransferase) และ ALT (Alanine Aminotransferase) ผิดปกติ (Suriyo et al., 2017) สำหรับการศึกษาความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพยาของสารสกัดฟ้าทะลายโจรปริมาณ 9 แคปซูล ต่อวัน (มีปริมาณสาร Andrographolide ขนาด 180 มิลลิกรัมต่อวัน) [อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษา] ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มทั้งขนาดและระยะวันการได้รับฟ้าทะลายโจร ก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์ตับเช่นกัน แต่หากใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสาร Andrographolide ในขนาดสูงถึง 360 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 7 วัน จะพบการเปลี่ยนแปลงของ AST เล็กน้อย ในอาสาสมัคร 1 คนใน 12 คน ซึ่งค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นนี้จะกลับเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนค่าเอนไซม์ ALT จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอาสาสมัคร 4 คน ซึ่งคิดเป็น 33.33% แต่การทำงานของเอนไซม์ก็จะกลับเป็นปกติภายใน 1-3 สัปดาห์ ดังนั้นขนาดของสาร Andrographolide ที่เหมาะสม คือ 180 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน จึงไม่ควรใช้ในขนาดและระยะเวลานานเกินกว่านี้

                เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมากที่ต้องการยารักษาโรคโควิด-19 และยาฟ้าทะลายโจรก็เป็นสมุนไพรที่ได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งกลไกการออกฤทธิ์ อาการข้างเคียง และการศึกษาในทางคลินิกในผู้ติดเชื้อจริง ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งได้มีการใช้ในรูปแบบผง สารสกัด และการพัฒนาสารอนุพันธ์ Andrographolide ให้อยู่ในรูปแบบยาฉีด ดังนั้นหากมีการพบการติดเชื้อโควิด-19 จึงควรใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรทั้งรูปแบบผงและสารสกัดทันที ในขนาดและระยะเวลาที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นยาที่มีประโยชน์มากและมีความปลอดภัยในระดับที่รับได้ เป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาลและช่วยระบบสาธารณสุขของชาติได้

                เอกสารอ้างอิง
                Suriyo T, Pholphana N, Ungtrakul T, Rangkadilok N, Panomvana D, Thiantanawat A, Pongpun W, Satayavivad J. (2017). Clinical parameters following multiple oral dose administration of a standardized Andrographis paniculata capsule in healthy Thai subjects. Planta Med. 83(9):778-789. DOI: 10.1055/s-0043-104382.


การปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนไทย

ดร.นุชนาถ รังคดิลก สุมลธา หนูคาบแก้ว รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา

                ทุเรียน เป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่เป็นสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก หนึ่งในประเทศที่นำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นจำนวนมากก็คือ ประเทศจีน สำหรับการส่งออกทุเรียนไปจีนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค.2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้ว 714,334 ตัน มีมูลค่าถึง 94,870 ล้านบาท การส่งออกทุเรียนไปยังจีนจึงถือเป็นรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของไทย แต่ในปี 2567 นี้ ทางจีนได้มีรายงานการแจ้งเตือนการตรวจพบการปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีน โดยได้มีการแจ้งเตือนมาตั้งแต่ 11 มี.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันมีการแจ้งเตือนแล้ว จำนวน 6 ครั้ง จากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ 12 ราย และแหล่งผลิตจำนวน 15 สวน จำนวน 16 ล็อต
(อ้างอิงจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/343652) และก่อนหน้านี้ทางกรมกักกันสัตว์และพืชของศุลกากรแห่งชาติจีนก็ได้มีการส่งเอกสารเตือนไปยังสถานทูตเวียดนามในจีนระบุว่ามีการตรวจพบทุเรียนนำเข้าจากเวียดนามถึง 77 ล็อต มีการปนเปื้อน “แคดเมียม” เกินกำหนด และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ 15 แห่ง และสวนผลไม้ 18 แห่งในเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เป็นต้นมาเช่นกัน
(อ้างอิงจาก https://www.opsmoac.go.th/guangzhou-news-files-461391791999)

                “แคดเมียม” ในทุเรียนมาจากไหน? แล้วในทุเรียนจากไทยมีปริมาณ “แคดเมียม” เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้จริงหรือไม่ การปนเปื้อน “แคดเมียม” ในทุเรียน อาจเป็นผลมาจากแคดเมียมที่มีอยู่ในดินและน้ำบริเวณแหล่งปลูก ปุ๋ยที่ใช้ (ปุ๋ยจากมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลสุกรมีปริมาณแคดเมียมสูงกว่ามูลวัวหรือมูลไก่1) หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ กรมวิชาการเกษตรของไทยจึงได้สั่งระงับการส่งออกทันที ทั้งในส่วนของโรงคัดบรรจุและสวน และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างทุเรียน ดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต เพื่อเร่งหาสาเหตุการปนเปื้อน ซึ่งจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีตัวอย่างทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่จีนกำหนดไว้ที่ ปริมาณแคดเมียมต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

                แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2017 จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย (หมายเลขทะเบียน 1299/62 การทดสอบอาหาร) โดยได้รับการรับรองในรายการทดสอบ คือ การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารหนูรวม แมงกานีส ทองแดง แคดเมียม สังกะสี และชนิดของสารหนู ในตัวอย่างอาหาร (โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ได้ทำการเก็บตัวอย่างทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่วางจำหน่ายทั่วไป (จำนวน 7 ตัวอย่าง) มาทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” โดยใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ผลที่ได้พบการปนเปื้อนของ “แคดเมียม” ในเนื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองในปริมาณต่ำ (<0.005-0.0163 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนของเมล็ดทุเรียน มีปริมาณ “แคดเมียม” สูงกว่าเนื้อและเปลือกทุเรียน แต่ปริมาณที่ตรวจพบในทุเรียนนี้ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ทางจีนกำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของกรมวิชาการเกษตร อย่างไรก็ตามจำนวนตัวอย่างที่นำมาตรวจวิเคราะห์ยังมีจำนวนน้อย จึงควรมีการสุ่มตัวอย่างจากแหล่งปลูกทุเรียนมาตรวจเพิ่มเติม และตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อื่นๆด้วย ซึ่งขณะนี้ทางกรมวิชาการเกษตรได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ส่งออกทุเรียน ในระหว่างวันที่ 2 – 16 ก.ย. 2567 นำตัวอย่างทุเรียน 5 ลูกต่อการส่งออก 1 ล็อต มาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อน “แคดเมียม” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับบริโภคและผู้นำเข้าทุเรียนจากไทย

                ทางสถาบันฯ ยินดีให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณ “แคดเมียม” ในทุเรียนไทยแก่ผู้ส่งออกทุเรียน หรือเกษตรกรที่ต้องการตรวจ สามารถติดต่อได้ที่แผนกปฏิบัติการวิเคราะห์ (คุณเนตรทราย โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8620; email: [email protected] หรือคุณปิยพล โทรศัพท์ 02-553 8555 ต่อ 8570 หรือ 089-449 9290; email: [email protected])

                ที่มา https://eht.sc.mahidol.ac.th/article/3475


จากงานวิจัย “ลำไยไทย” ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ โดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหลากหลายชนิดของประเทศ โดยเฉพาะพืชสมุนไพรและพืชพื้นถิ่นที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อสุขภาพจึงทรงมีพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มุ่งทำการศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพืชสมุนไพรไทยที่มีความสำคัญทางการแพทย์และสาธารณสุข นำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นยารักษาโรค ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

                หนึ่งในผลงานวิจัยที่สำคัญจากการนำวัสดุเหลือใช้ในประเทศมาใช้ประโยชน์ และถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ได้แก่ โครงการ “การวิจัยและพัฒนาสารสกัดจากเมล็ดและดอกลำไย” ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นของคณะนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการศึกษาวิจัย โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาวิธีการสกัดและวิธีวิเคราะห์สารสำคัญจากส่วนต่าง ๆ ของผลลำไยสายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย ทั้งเมล็ด เนื้อ และเปลือก โดยค้นพบสารธรรมชาติที่มีฤทธิ์  ทางชีวภาพ ประกอบด้วย กรดเอลลาจิก (Ellagic acid), กรดแกลลิค (Gallic acid) และสารคอริลาจิน (Corilagin) เป็นต้น โดยมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Antityroninase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในการสร้างเม็ดสี ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์และจัดอันดับในวารสารวิชาการระดับโลก  อีกทั้งจากการศึกษาวิจัยนี้ ยังได้พัฒนาต่อยอดไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพที่หลากหลาย ผลิตเป็นยาบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของร่างกาย เช่น จากโรคข้อเข่าเสื่อม และการนำไปใช้ประโยชน์เป็นสารสำคัญที่ช่วยลบเลือนฝ้า และ จุดด่างดำบนใบหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเวชสำอาง

                ความสำคัญของผลงานวิจัยดังกล่าว ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์ไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง แต่ยังเป็นการยกระดับ “เมล็ดและดอกลำไย” จากวัสดุเหลือใช้ในภาคการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรและส่งเสริมด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

                พร้อมกันนี้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยทำข้อตกลงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ บริษัทโอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด (Orex Trading Company Limited) เป็นผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมสารสกัดลำไยแก้ฝ้า ในชื่อ ดารารัถยา เรเดียนท์ สปอต เคลียร์ (Dararathaya Radiant Spot Clear; เลขที่จดแจ้ง 13-1-6700032169) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตครีมบรรเทาอาการปวดจากสารสกัดลำไย ในชื่อ ดาราแกนครีม (DaraGan Cream) ให้กับ บริษัท ไบโอแลป จำกัด (Biolab Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาชั้นนำของประเทศ และยังได้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดาราแกนครีม เป็นยาความเสี่ยงต่ำ
(เลขทะเบียน 2A 16/67) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรขึ้นมา
เป็นยาแผนปัจจุบันที่มีการศึกษาวิจัยประสิทธิภาพในทางคลินิกสนับสนุน

                นอกจากนี้ สารสกัดลำไย ที่สถาบันฯ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นนี้ ยังได้รับการรับรองด้านคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาเป็น Certified Herbal Ingredient (เลขที่ CHI2024-001-Rev 00) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสารสำคัญหลักในการผลิตยาและเวชสำอางได้

                ผลงานวิจัยในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์และสร้างผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมต่อระบบสาธารณสุขของประเทศโดยคณะนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งรับสนองพระนโยบายขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้คณะนักวิจัยไทยได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน


ทำไมจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร

รศ.ดร.ภญ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์
ดร.ภญ.นุชนาถ รังคดิลก นักวิจัยเชี่ยวชาญ
นันทนิจ ผลพนา นักวิจัยชำนาญการ
ห้องปฏิบัติการวิจัยเภสัชวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

                1. บทนำ

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เริ่มโครงการปลูกพืชสมุนไพรที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีการปลูกขมิ้นชัน ไพล และฟ้าทะลายโจร เพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านมีรายได้เสริม หมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านเขมรอพยพมาก่อน หลังจากเขมรได้กลับคืนประเทศกัมพูชา  สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงได้รับมอบหมายให้จัดตั้งหมู่บ้านทับทิมสยามตามแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา โดยอยู่ในความดูแลของสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  ปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิด และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตสมุนไพรที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในด้านการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการปลูกสมุนไพรอินทรีย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรหลักให้แก่ โรงพยาบาลวังน้ำเย็น และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อีกด้วย

                2. ทำไมฟ้าทะลายโจรจึงต้องเป็นสารสกัดน้ำ ?

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่ทำการผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัดด้วยน้ำ นักวิจัยทั้งจากภาครัฐและเอกชนไม่ค่อยนิยมใช้สารสกัดน้ำ เพราะการสกัดฟ้าทะลายโจรด้วยน้ำ จะได้ปริมาณสารสำคัญออกฤทธิ์น้อยกว่าการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เหตุผลที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เลือกใช้น้ำในการเตรียมสารสกัดเนื่องจาก

  1. การใช้ของแพทย์แผนไทย จะเลือกใช้น้ำเป็นตัวทำละลายในการต้มยาสมุนไพร
  2. ถ้าใช้ในรูปแบบใบแห้ง/ผงบด แล้วบรรจุแคปซูล อาจต้องรับประทานยาเป็นจำนวนมากถึง 9-12 แคปซูลต่อวัน จึงจะได้สารออกฤทธิ์เพียงพอต่อการรักษาโรค ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
  3. การใช้น้ำในการสกัดจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าแอลกอฮอล์ ซึ่งมีราคาแพงกว่าและจะต้องมั่นใจว่าสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในสารสกัดออกได้หมด แอลกอฮอล์สามารถสกัดสารออกฤทธิ์หลักได้ปริมาณมาก ซึ่งเป็นข้อดี แต่สารสกัดเข้มข้นที่ได้ จะมีลักษณะเหนียวข้น ซึ่งเมื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาจจะปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาได้น้อยกว่าสารสกัดน้ำ ทำให้ปริมาณยาที่จะถูกดูดซึมมีน้อย จึงส่งผลให้ระดับตัวยาสำคัญในกระแสเลือดน้อยกว่าสารสกัดน้ำที่มีการละลายของสารออกฤทธิ์ได้ดีกว่า เมื่อรับประทานยาแคปซูลที่ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide เท่ากัน

                3. ทำไมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงประสบความสำเร็จในการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย?

                3.1 การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ)

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์สารสำคัญออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรได้พร้อมกัน 4 ชนิด ได้แก่ Andrographolide (AP1), 14-Deoxy-11, 12-didehydroandrographolide (AP3), Neoandrographolide (AP4) และ 14-deoxyandrographolide (AP6) และนำมาใช้ในการควบคุมปริมาณสารสำคัญในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรตั้งแต่การเลือกระยะเวลาเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์โดยเฉพาะ Andrographolide ได้มากที่สุด และมีการศึกษาความคงตัวของสารสำคัญในวัตถุดิบว่าสามารถเก็บได้อย่างน้อย 3 ปี ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์และวิธีการเก็บรักษา

                3.2 การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ)

                สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีการตรวจสอบและควบคุมปริมาณของสารสำคัญทั้งในวัตถุดิบฟ้าทะลายโจรก่อนนำมาใช้ในการเตรียมสารสกัดน้ำและหลังจากได้สารสกัดเป็นผงแห้งแล้ว  และได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรครั้งแรก เรื่อง “วิธีการเตรียมสารสกัดมาตรฐานจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae)และใช้สารสกัดดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547

                ต่อมา ได้ทำการยื่นจดอนุสิทธิบัตรอีก 1 เรื่อง คือ “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดสมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees, Acanthaceae), องค์ประกอบทางเภสัชกรรมของสารสกัดดังกล่าว และการใช้สารสกัดดังกล่าวสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หรือยาลดความดันโลหิต หรือยาที่ใช้รักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ตับและท่อน้ำดี” เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555

                3.3 การผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ)

                สถาบันฯได้พัฒนาสูตรยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร โดยนำสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรที่มีปริมาณสารสำคัญที่แน่นอนมาใช้ในการผลิตแคปซูล ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีปริมาณสาร Andrographolide (AP1) 10 มิลลิกรัมต่อแคปซูล และบรรจุในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม เพื่อให้สารสำคัญมีความคงตัวที่ดี นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรนี้ ยังได้มีการศึกษาการละลาย (Dissolution testing) เพื่อดูการละลายของสารสำคัญจากแคปซูลอีกด้วย ผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีการละลายของ AP1 มากกว่า 80% ใน 45 นาที

                4. ทำไมต้องมีการถ่ายเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดให้ภาคเอกชน?

                เนื่องจาก ในระดับอุตสาหกรรมมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก การเข้าไปร่วมทำการวิจัยเพื่อขยายกำลังการผลิตสารสกัดกับโรงงานที่มีอยู่แล้ว จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยาสมุนไพรภายในประเทศ

                บริษัท ปานะโอสถ จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณ มีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล (GMP PIC/S) และบิดาเจ้าของโรงงาน เป็นแพทย์แผนไทยมาก่อน จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่ง  ที่จะผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และนำสมุนไพรไทยไปสู่ตลาดโลกให้เป็นที่รู้จัก

                5. การขึ้นทะเบียนยาแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรและแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (สำหรับแก้ไข้) ให้กับ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด โดยมูลนิธิจุฬาภรณ์เป็นผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับเลขทะเบียนที่ G 616/65 ในปี พ.ศ. 2565 เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรขายทั่วไปประเภทยาจากสมุนไพร โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” หรือ “PC-1999”  ซึ่งมีความหมายดังนี้

PC           เป็นคำย่อมาจาก Princess Chulabhorn
                         พระนามขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

1999       เป็นปีที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดงานประชุม
                         Princess Chulabhorn Science Congress ครั้งที่ 4
                         ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542)
                         และองค์ประธานสถาบันฯ ทรงริเริ่มโครงการสมุนไพร
                         ที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05

                หลังจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเสด็จในพระราชพิธีเปิดงานประชุมฯ แล้ว ทรงมีพระราชดำรัสชมเชยการดำเนินงานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในเวทีนานาชาติ และทรงพระราชทานพระราโชบายให้องค์ประธานสถาบันฯ นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ระดับรากหญ้า จึงเป็นที่มาของ “โครงการสมุนไพรของหมู่บ้านทับทิมสยาม 05” โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “Green Health” ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการพัฒนาศักยภาพของสตรีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                6. หน่วยวิจัยและวิเคราะห์คุณภาพอาหารและยา